การออกฤทธิ์ของยา leukotriene receptor antagonist และ nitric oxide donor ต่อมดลูก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โรคหรือภาวะผิดปกติเกี่ยวกับมดลูกมีมากมาย เช่น ภาวะปวดประจำเดือน เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก มะเร็งเยื่อบุมดลูก ซึ่งภาวะปวดประจำเดือนพบได้มากโดยพบในช่วงวัยรุ่นของสตรีวัยเจริญพันธุ์ มีข้อมูลที่แสดงว่า nitric oxide ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัวในขณะที่ leukotrienes ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหลายชนิดหดตัว งานวิจัยนี้จึงศึกษาเกี่ยวกับการออกฤทธิ์ของ nitric oxide donor ได้แก่ isosorbide mononitrate และ leukotriene receptor antagonist ได้แก่ montelukast ต่อมดลูก ศึกษาแบบ ex vivo โดยใช้เนื้อเยื่อมดลูกจากหนูขาว และแบบ in vitro โดยการเพาะเลี้ยงเซลล์เยื่อบุมดลูก กรณีแรกศึกษาดูผลของยาต่อการหดตัวของมดลูกใน organ bath โดยทดสอบยากับมดลูกหนูขาวในภาวะต่างๆ ได้แก่ มดลูกภาวะปกติที่อยู่ในระยะ estrus มดลูกในภาวะท้องเทียมระยะก่อนตัวอ่อนฝังตัว (ตรงกับวันที่ 5 ของการท้องเทียม) และมดลูกในภาวะท้องเทียมระยะหลังตัวอ่อนฝังตัว (ตรงกับวันที่ 9 ของการท้องเทียม) และเนื่องจากยาทั้งสองชนิดดังกล่าวไม่มีฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูกในการศึกษาฤทธิ์ต้านการหดตัวของมดลูกจึงให้มดลูกสัมผัสยา isosorbide mononitrate หรือ montelukast ที่ความเข้มข้นต่างๆ ใน organ bath ก่อนกระตุ้นมดลูกให้หดตัวด้วย submaximal dose ซึ่งเป็นขนาดยาเกือบสูงสุดของ agonist ชนิดต่างๆ ได้แก่ โปรสตาแกลนดิน (PGE2), acetylcholine, oxytocin และ KCl ผลการศึกษาพบว่า isosorbide mononitrate ในความเข้มข้น 1 x 10-5 M - 6.4 x10-4 M ไม่รบกวนฤทธิ์ agonist เหล่านั้นที่กระตุ้นการหดตัวของมดลูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับการให้ตัวละลายที่ใช้เจือจางยา (vehicle) ไม่ว่าจะทดสอบกับมดลูกระยะใด ส่วนผลของการให้ montelukast พบว่าทุกความเข้มข้นในช่วง 1 x 10-6 M - 6.4 x 10-5 M สามารถลดฤทธิ์ PGE2 ที่กระตุ้นการหดตัวของมดลูกในภาวะท้องเทียมระยะก่อนตัวอ่อนฝังตัวได้ และเฉพาะที่ความเข้มข้นสูงสามารถลดฤทธิ์ oxytocin ที่กระตุ้นการหดตัวของมดลูกภาวะปกติที่อยู่ในระยะ estrus ได้ ผลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า montelukast ลดการหดตัวของมดลูกได้มากกว่า isosorbide mononitrate และการออกฤทธิ์ลดการหดตัวของมดลูกเกิดได้แม้ว่าจะกระตุ้นการหดตัวของมดลูกด้วยสารอื่นที่ไม่ใช่ leukotriene ได้แก่ PGE2 และ oxytocin ดังนั้น montelukast จึงมีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์ในภาวะแท้งบุตรง่ายที่มีสาเหตุจากมดลูกบีบตัวมากเกินนอกจากนี้การที่ยาลดฤทธิ์ oxytocin ที่กระตุ้นการหดตัวของมดลูกภาวะปกติได้จึงอาจมีศักยภาพในการนำมาใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนที่ oxytocin ร่วมทำให้เกิด ส่วนการศึกษาผลของยาต่อเซลล์เยื่อบุมดลูกนั้น ใช้ endometrial cell line ชนิด ECC-1 ให้เซลล์สัมผัสยา isosorbide mononitrate ในช่วงความเข้มข้น 10-10 M - 10-3 M และ montelukast ในช่วงความเข้มข้น 10-10 M - 10-4 M เพื่อดูผลของยาต่อการเจริญของเซลล์ใน medium ชนิดต่างๆ โดยวิธี MTT assay พร้อมทั้งดูการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาของเซลล์โดยย้อมสีด้วย acridine orange และ Ho33342 ผลการศึกษาพบว่า isosorbide mononitrate ที่ความเข้มข้นสูงใน medium ปกติ และใน medium ที่มี 10-6 M progesterone ให้ผลยับยั้งการเจริญของเซลล์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในวันที่ 6 หลังสัมผัสยา ส่วน montelukast ที่ความเข้มข้นสูงในทุก medium ให้ผลยับการเจริญของเซลล์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติไม่ว่าจะเป็นวันที่ 2 หรือวันที่ 6 หลังสัมผัสยา จะเห็นได้ว่าผลของยาต่อเซลล์เยื่อบุมดลูกก็เช่นเดียวกัน montelukast เห็นผลยับยั้งการเจริญของเซลล์ได้ดีกว่า isosorbide mononitrate อีกทั้งทำให้เซลล์เกิด autophagic death และ apoptosis ได้มากกว่าด้วย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการสนับสนุนว่า montelukast น่าจะมีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อ รักษาความผิดปกติที่มีสาเหตุจากมดลูก ไม่ว่าจะเป็นภาวะปวดประจำเดือน ภาวะแท้งบุตรง่ายโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูก และยังรวมถึงการพัฒนาเป็นยาคุมกำเนิดอีกด้วย (เนื่องจากฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์เยื่อบุมดลูก )