กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
ฮอร์โมนเพศหญิงมีระดับสูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์และพบว่ามีบทบาทสำคัญต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของมารดาได้ การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันของมารดาอาจสัมพันธ์กับการอักเสบของเหงือกที่เกิดขึ้นตามมาขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของ ฮอร์โมนบีต้า-เอสตราไดออลและโปรเจสเตอโรนต่อการตอบสนองของเซลล์โมโนไซต์ (monocytes) เพื่ออธิบายกลไกทางชีวภูมิคุ้มกันที่สัมพันธ์กันระหว่างการเกิดโรคปริทันต์ของมารดาขณะตั้งครรภ์ เซลล์โมโนไซต์ของอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจะถูกเพาะเลี้ยงโดยแยกมาจากบัพฟี่โค๊ต (buffy coat) ด้วยชุดปั่นแยกเซลล์ Lymphoprep ตามกระบวนการมาตรฐาน แยกเซลล์ให้บริสุทธิ์โดยวิธี Adherent method วิเคราะห์การแสดงระดับของ TLR2, TLR4 และ CD14 ด้วยการทดสอบด้วย Flow cytometry วัดการแสดงออกของCox2 mRNA ด้วยเครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมชนิด Realtime (realtime PCR) และวัดปริมาณการหลั่งของพรอสตาแกลนดินอีทู (prostaglandin E2; PGE2) ด้วยการทำ ELISA ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าบีต้า-เอสตราไดออลและโปรเจสเตอโรนลดระดับของ TLR2 และ CD14 บนผิวเซลล์โมโนไซต์ แต่ไม่มีผลต่อระดับของ TLR4 นอกจากนี้บีต้า-เอสตราไดออลและโปรเจสเตอโรนยังลดการแสดงออกของ Cox2 mRNA โดยแปรพันไปตามความเข้มข้นของบีต้า-เอสตราไดออลและโปรเจสเตอโรน ในแง่ของการตอบสนองของโมโนไซต์ต่อ LPS ของแบคทีเรีย การบ่มเซลล์ด้วยบีต้า-เอสตราไดออล (1 นาโนกรัม/มล.) และโปรเจสเตอโรน (10 นาโนกรัม/มล.) ก่อนการกระตุ้นด้วยแอลพีเอสของเชื้อพอร์ไฟโรโมแนส จิงจิวาลิส จะลดฤทธิ์ของแอลพีเอสใน การกระตุ้นระดับการแสดงออกของCox2 mRNA และการหลั่งของพรอสตาแกลนดินอีทูจากเซลล์โมโซต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการทดลองที่กล่าวมาจึงอาจสรุปได้ว่าบีต้า-เอสตราไดออลและโปรเจสเตอโรนมีคุณสมบัติในการปรับเปลี่ยนการตอบสนองของเซลล์โมโนไซต์จากมนุษย์ ซึ่งกระบวนการนี้น่าจะมีบทบาทสำคัญในพยาธิกำเนิดของโรคปริทันต์ที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์