ฤทธิ์ต้านการสร้างเซลล์ไขมันและฤทธิ์ต้านการดื้อต่ออินซูลินของพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านไทย 5 ชนิด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปัจจุบันโรคอ้วนลงพุงกลายมาเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โรคดังกล่าวเกิดจากความไม่สมดุลของการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย ทำให้มีการสะสมไขมันมากขึ้นในเนื้อเยื่อไขมันภายในช่องท้อง อันจะส่งผลให้เกิดภาวะเมตาบอลิคซินโดรม ซึ่งเป็นภาวะที่นำไปสู่โรคเรื้อรังหลายประเภท เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหลอดเลือด ตามมาในที่สุด เซลล์ไขมันจึงมีบทบาทสำคัญเนื่องจากภาวะอ้วนเกินเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเฉพาะที่ในเซลล์ไขมัน และมีการสร้างไซโตไคน์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง TNF-? ที่ก่อให้เกิดการอักเสบมากขึ้น ซึ่งสามารถเหนี่ยวนำให้เซลล์ไขมันเกิดการดื้อต่ออินซูลิน จึงไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลและเก็บไขมันไว้ได้ ภาวะดื้อต่ออินซูลินนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง ประเทศไทยมีพืชผักพื้นถิ่นที่มีสรรพคุณและรายงานการศึกษาว่ามีฤทธิ์ช่วยต้านเบาหวานได้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบผลของสารสกัดผัก 5 ชนิด ได้แก่ สะเดา ตำลึง เชียงดา มะแว้งเครือ มะเขือพวง ต่อการเจริญ การแปลงสภาพและการดื้อต่ออินซูลินที่เหนี่ยวนำจากการอักเสบในเซลล์ไขมัน 3T3-L1 ซึ่งอาจอธิบายกลไกระดับเซลล์ของสารสกัดผักพื้นบ้านเหล่านี้ในการออกฤทธิ์ลดความอ้วนและต้านภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ ผลการศึกษาพบว่า ผลผลิตของการสกัดผักทั้ง 5 ชนิดแสดงเป็นร้อยละของดังนี้ มะเขือพวง 8.55 เชียงดา 3.92 ตำลึง 1.21 มะแว้งเครือ 1.17 และสะเดา 1.14 ปริมาณฟีนอลรวมเรียงตามลำดับดังนี้ เชียงดา สะเดา ตำลึง มะแว้งเครือ มะเขือพวง (168.58 ? 2, 142.79 ?7, 122.11 ? 14, 86.64 ? 2, 45.03 ? 10 กรัม gallic acid ต่อกรัมสารสกัด) ปริมาณฟลาโวนอยด์เรียงตามลำดับดังนี้ ตำลึง สะเดา มะแว้งเครือ เชียงดา มะเขือพวง (253.92 ? 6, 120.77 ? 7, 108.88 ? 11, 89.24 ? 5, 28.91 ? 16 กรัม catechin ต่อกรัมสารสกัด) สารสกัดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่วิเคราะห์ด้วยวิธี DPPH โดยมีค่ายับยั้งอนุมูลอิสระร้อยละ50 (IC 50) เรียงตามลำดับดังนี้ มะแว้งเครือ สะเดา ตำลึง เชียงดา มะเขือพวง (302 ? 93, 447 ? 30, 556 ? 117, 570 ? 156, 2095 ? 260 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดผักต่อการเจริญของเซลล์ไขมัน (12.5-200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) พบว่ามะเขือพวงไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ไขมัน ส่วนมะแว้งเครือและเชียงดาตั้งแต่ 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรมีความเป็นพิษต่อเซลล์เล็กน้อยไม่เกินร้อยละ 20 สารสกัดสะเดาและตำลึงมีความเป็นพิษต่อเซลล์สูงสุด โดยที่ความเข้มข้น 50 ไมโครกรัมทำให้เซลล์ตายมากกว่าร้อยละ 30 จากนั้นเพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านการอ้วนของสารสกัดผักจึงได้ทำการวัดระดับการสะสมไขมันภายในเซลล์ซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการแปลงสภาพเซลล์ไขมันและภาวะอ้วนเกินของเซลล์ไขมัน ผลการทดลองพบว่าสารสกัดผักทุกชนิดไม่มีฤทธิ์ต้านการแปลงสภาพเซลล์ไขมัน นอกจากนี้ สารสกัดเชียงดา ตำลึง สะเดา มะเขือพวง มีฤทธิ์ต้านการดื้ออินซูลินของเซลล์ไขมันที่ถูกกระตุ้นให้อักเสบ ซึ่งมีผลทั้งเพิ่มความสามารถการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ไขมันและลดการสลายไขมันของเซลล์ไขมันที่ดื้ออินซูลินได้ โดยที่เชียงดามีประสิทธิภาพสูงกว่าในการวิเคราะห์ทั้งสองแบบ สำหรับสารสกัดมะแว้งเครือมีฤทธิ์ต้านการดื้อต่ออินซูลินในเซลล์ไขมันต่ำเนื่องจากช่วยลดการสลายไขมันได้เพียงอย่างเดียว ผลจากการศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ได้ว่า เชียงดา ตำลึง สะเดา มะเขือพวงน่าจะมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาหารเสริมเพื่อการป้องกันและรักษาโรคเบาหวานได้