การพัฒนาแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความสำเร็จในอาชีพของบัณฑิตสหกิจศึกษา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบจำลองเชิงสาเหตุของความสำเร็จในอาชีพของบัณฑิตสหกิจศึกษา 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) ทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของแบบจำลองที่มีสถานภาพทางสังคมแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างในการในการศึกษาครั้งนี้ เป็นบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ที่ผ่านการไปปฏิบัติสหกิจศึกษาและสำเร็จการศึกษาตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 20 จำนวน 1,861 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์กลุ่มพหุ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แบบจำลองเชิงสาเหตุของความสำเร็จในอาชีพของบัณฑิตสหกิจศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ตัวแปรแฝงภายใน 1 ตัวแปร คือ ตัวแปรความสำเร็จในอาชีพ ตัวแปรแฝงภายนอก 4 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรการรับรู้ความสามารถของตนเอง, ประสบการณ์ด้านสหกิจศึกษา, การสนับสนุนจากองค์การ และตัวแปรความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว 2. แบบจำลองเชิงสาเหตุความสำเร็จในอาชีพของบัณฑิตสหกิจศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (?2=15.01, df=15, p=.45, ?2/df=1.00, GFI=1.00, RMSEA=.00, RMR=.00, NFI=1.00, RFI=1.00, GFI=1.00) ตัวแปรแฝงในแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จในอาชีพได้ร้อยละ 77 ความสำเร็จในอาชีพได้รับอิทธิพลทางตรงจากการสนับสนุนจากองค์การ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และประสบการณ์ด้าน สหกิจศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01, .01 และ .05 ตามลำดับ ซึ่งเป็นอิทธิพลทางบวกและมีขนาดของอิทธิพลเท่ากับ .66, .31 และ .05 ตามลำดับ 3. แบบจำลองเชิงสาเหตุความสำเร็จในอาชีพของบัณฑิตสหกิจศึกษามีความไม่แปรเปลี่ยนในรูปแบบ แต่มีความแปรเปลี่ยนของค่าพารามิเตอร์ในทุกแบบจำลองที่จำแนกตามสถานภาพทางสังคม (สำนักวิชา สถานภาพการทำงาน รุ่นที่สำเร็จการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน ตำแหน่งงาน เพศ สถานภาพสมรส) ผลการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า การสนับสนุนจากองค์การ และการรับรู้ความสามารถของตนเองมีอิทธิพลโดยตรงต่อบัณฑิตสหกิจศึกษาทุกกลุ่มที่จำแนกสถานภาพทางสังคม สำหรับประสบการณ์ด้านสหกิจศึกษามีอิทธิพลโดยตรงต่อบัณฑิตสหกิจศึกษา มทส. บางกลุ่มเท่านั้น และมีขนาดของอิทธิพลค่อนข้างต่ำ ได้แก่ กลุ่มบัณฑิตของทุกสำนักวิชา กลุ่มบัณฑิตที่เป็นลูกจ้าง เอกชน กลุ่มบัณฑิตที่ทำงานทั้งตำแหน่งปฏิบัติการและผู้บริหาร กลุ่มบัณฑิตเพศชาย และมีผลต่อบัณฑิตกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาใน 5 รุ่นสุดท้าย (รุ่นที่ 16-20) ซึ่งบัณฑิตในกลุ่มนี้มีประสบการณ์ในการทำงานในช่วง 1-5 ปีแรก แต่ไม่มีอิทธิพลต่อกลุ่มบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาก่อนหน้านี้หรือกลุ่มที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 5 ปีขึ้นไป