การวิจัยใช้ประโยชน์ไม้ไผ่ด้านพลังงาน การผลิตน้ำมันชีวภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่ด้านพลังงาน โดยนำไม้ไผ่ 5 ชนิด คือ ไผ่กิมซุ่ง(Bambusa beecheyana Munro) ไผ่รวก (Thyrsostachys siamensis Gamble) ไผ่ตง(Dendrocalamus asper Backer) ไผ่หม่าจู (Dendrocalamus latiflorus Munro) และไผ่ซางหม่น (Dendrocalamus sericeus) จากศูนย์วิจัยผลิตผลป่าไม้จังหวัดนครราชสีมา มาทดลองทำเชื้อเพลิงอัดเม็ดโดยใช้ขบวนการเผาแบบไม่สุก (Torrefaction ) และนำมาผลิตน้ำมันชีวภาพด้วยเครื่องปฏิกรณ์ ไพโรไลซีสแบบเร็วชนิดตกอิสระผลปรากฏว่า เชื้อเพลิงอัดเม็ดของไม้ไผ่ทั้ง 5 ชนิด มีค่าความร้อน ความหนาแน่นและความชื้น ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ Pellet Fuel Institute ยกเว้นค่าปริมาณขี้เถ้าซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับผลการผลิตน้ำมันชีวภาพของไม้ไผ่ทั้ง 5 ชนิด พบว่า ไผ่กิมซุ่ง ให้ปริมาณน้ำมันมากที่สุดร้อยละ 49.30 ของน้ำหนักอบแห้งชีวมวลเริ่มต้น รองลงมาคือไผ่รวก ไผ่ตง ไผ่หม่าจู และไผ่ซางหม่น ซึ่งมีค่าปริมาณน้ำมันร้อยละ 46.55, 44.36, 42.58, และ 33.61 ตามลำดับ โดยน้ำมันชีวภาพที่ผลิตได้มีคุณสมบัติพื้นฐานผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ ASTM Burner Fuel ของน้ำมันชีวภาพที่ได้จากกระบวนการไพโรไลซีสแบบเร็ว และพบว่าผงถ่านไผ่ทั้ง 5 ชนิดสามารถดูดซับสีและกลิ่นของน้ำได้แตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (? =.05) นอกจากนี้ยังได้นำใบไผ่ทั้ง 5 ชนิดมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการนำมาผลิตเป็นชาใบไผ่ พบว่าใบของไผ่ซางหม่นตรวจพบสารฟลาโวนอยซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระให้รสชาติของชาดีที่สุด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าไผ่ทั้ง 5 ชนิดนี้มีศักยภาพที่จะนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนชนิดใหม่ได้ในอนาคตและยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้โดยมาทำเป็นชาใบไผ่