การศึกษาระบบการเลี้ยงเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญของไข่อ่อนและตัวอ่อนโค
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ การวิจัยเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญของไข่อ่อนให้สุกพร้อมปฏิสนธิในหลอดแก้วตลอดจนเพิ่มอัตราการเจริญสู่ระยะบลาสโตซีส รวมถึงสามารถพัฒนาวิธีการเลี้ยงตัวอ่อนเพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพที่ดี จะสามารถนำไปใช้ในการผลิตตัวอ่อนโคในหลอดทดลองและย้ายฝากตัวอ่อนให้โคตัวรับ เพื่อเพิ่มจำนวนโคที่มีพันธุกรรม ดีเยี่ยมในอนาคตต่อไป การทดลองที่ 1 ทำการทดลองเลี้ยงไข่อ่อนโคให้สุกในหลอดแก้วด้วยน้ำยาเลี้ยงไข่อ่อนที่เติม EGF, cysteamine และเซลล์คิวมูลัสชั้นเดียว เพื่อศึกษาผลต่ออัตราการปฏิสนธิและการเจริญของตัวอ่อนโค พบว่า อัตราการปฏิสนธิ (61.36% - 78.72%) อัตรา polyspermy (2.27% - 18.86%) และ อัตรา normal fertilization (50.9% - 70.21%) ของไข่โคที่ผ่านการเลี้ยงให้สุกด้วยน้ำยาเลี้ยงไข่อ่อนสูตรต่างๆ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติในแต่ละกลุ่มน้ำยาและเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ((-)Cys; (-)EGF; 74.07%, 9.25% และ 64.81% ตามลำดับ) และภายหลังเลี้ยงตัวอ่อนหลังปฏิสนธิในหลอดแก้วต่อไป พบว่าอัตราการเจริญของตัวอ่อนเข้าสู่ระยะมอรูลาและบลาสโตซีส ในกลุ่มไข่โคที่เลี้ยงในน้ำยาที่เติม cysteamine ((+)Cys; 48.38% และ 47.82%) และน้ำยาที่เติม cysteamine (%) และที่มีเซลล์คิวมูลัสชั้นเดียว ((+)Cys; (+)COCs; 36.55% และ 36.95) ให้ผลที่สูงกว่ากลุ่มน้ำยาสูตรอื่น (35.86% - 36.90% และ 21.27% - 22.22%) และกลุ่มควบคุม (37.38% และ 24.29%) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) การทดลองที่ 2 ทำการทดลองเลี้ยงตัวอ่อนโคในหลอดแก้วในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนและระบบการเลี้ยงที่แตกต่างกัน พบว่า อัตราการเจริญของตัวอ่อนเข้าสู่ระยะคลีเวจ และ 8 เซลล์ ไม่มีความแตกกันทางสถิติ ในแต่ละกลุ่มน้ำยาและระบบการเลี้ยง (74.44% – 84.44% และ 66.66% - 72.22%) และกลุ่มควบคุม (mSOFaa (5% O2 8 วัน); 76.67% และ 65.55% ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม อัตราการเจริญของตัวอ่อนเข้าสู่ระยะ มอรูลาและบลาสโตซีส ในกลุ่มน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน mSOFaa+CCs (56.66% และ 45.55%) และ CR1aa-SOFaa+CCs (57.77% และ 44.44%) ให้ผลสูงกว่ากลุ่มน้ำยาอื่น (41.11& - 57.77% และ 33.33% - 45.55%) และกลุ่มควบคุม (38.88%-32.22%) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) และจำนวน Trophectoderm (TE) และ Inner Cell Mass (ICM) ในบลาสโตซีส พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ทั้งในกลุ่มสูตรน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนและระบบการเลี้ยงรวมทั้งกลุ่มควบคุม การทดลองนี้สรุปได้ว่า การเลี้ยงไข่อ่อนโคในน้ำยาเลี้ยงไข่สุกที่เติม cysteamine และมีเซลล์คิวมูลัสชั้นเดียวมีผลส่งเสริมการเจริญของตัวอ่อนเข้าสู่ระยะบลาสโตซีสภายหลังการปฏิสนธิในหลอดแก้ว และการเลี้ยงตัวอ่อนโคในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนที่มีเซลล์คิวมูลัสชั้นเดียวมีผลต่ออัตราการเจริญของตัวอ่อนเข้าสู่ระยะ บลาสโตซีส โดยเฉพาะเมื่อเลี้ยงตัวอ่อนหลังการปฏิสนธิในน้ำยา mSOFaa หรือ CR1aa ภายใต้บรรยากาศที่มี 5% CO2, 5% O2, 90% N2 เป็นเวลา 2 วัน แล้วย้ายตัวอ่อนระยะ 8 เซลล์ไปเลี้ยงในน้ำยา mSOFaa กับเซลล์คิวมูลัสชั้นเดียว ภายใต้บรรยากาศที่มี 5% CO2 in air เป็นเวลา 6 วัน ซึ่งให้ผลของเจริญของตัวอ่อนเข้าสู่ระยะบลาสโตซีสสูงสุด