ปัจจัยที่มีผลต่ออายุและประสิทธิภาพการใช้งานของผิวทางชนิดยืดหยุ่น
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสภาพผิวทางชนิดยืดหยุ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยตรวจสอบลักษณะความเสียหาย และประเมินระดับความเสียหายของผิวทาง พร้อมทั้งวิเคราะห์สมบัติของแอสฟัลต์คอนกรีตที่เก็บจากผิวทางที่มีลักษณะความเสียหายแตกต่างกัน การคัดเลือกตัวอย่างถนนด้วยการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 217 จุดทั่วประเทศ ผลการสำรวจ พบว่า ลักษณะความเสียหายบนผิวทางที่มีสัดส่วนมากที่สุด คือ ร่องล้อร้อยละ 86.18 จำแนกเป็นเสียหายน้อยร้อยร้อยละ 71.83 เสียหายปานกลาง ร้อยละ 13.82 และเสียหายมากร้อยละ 0.46 ลำดับถัดมา คือ ความเสียหายประเภทหลุดร่อน ร้อยละ 53.46 ซึ่งทั้งหมดจัดเป็นความเสียหายน้อย ผลการวิเคราะห์ระดับความเสียหายสูงสุดบนผิวทาง พบว่า ผิวทางเสียหายน้อยร้อยละ 50.23 เสียหายปานกลางร้อยละ 23.04 และเสียหายมากเป็นร้อยละ 26.73 ส่วนความเสียหายระดับมากที่มีจำนวนสูงสุด 3 ลำดับแรก คือแตกร้าวร้อยละ 16.39 แตกหนังจระเช้ร้อยละ 10.14 และหลุมบ่อร้อยละ 9.68 ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วผิวทางชนิดยืดหยุ่นมักมีความเสียหายหลายประเภทเกิดขึ้นร่วมกัน การเก็บก้อนตัวอย่างแอสฟัลต์คอนกรีตในชั้นผิวทาง (Wearing Couse) จำนวน 77 ตัวอย่าง จำแนกเป็นผิวทางปกติ 10 ตัวอย่าง และผิวทางที่มีความเสียหายมาก 67 ตัวอย่าง เพื่อทดสอบเสถียรภาพ การไหล เสถียรภาพ/การไหล ปริมาณช่องว่างวัสดุมวลรวม ปริมาณช่องว่างอากาศปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ และขนาดคละของวัสดุมวลรวม และเปรียบเทียบกับมาตรฐานกรมทางหลวงที่ ทล.-ม.408/2532 ผลการทดสอบ พบว่า ตัวอย่างที่เก็บมาจากผิวทางปกติมีสมบัติตรงตามมาตรฐานในอัตราส่วนสูงกว่าตัวอย่างที่เก็บมาจากผิวทางที่มีความเสียหายมากทุกกรณี โดยตัวอย่างผิวทางที่เสียหายระดับมากมีสมบัติไม่ตรงตามมาตรฐานมากกว่าร้อยละ 50 คือ การไหลร้อยละ 80.60 ปริมาณช่องว่างของวัสดุมวลร้อยละ 77.61 และเสถียรภาพ/การไหลร้อยละ 56.72 ทั้งนี้จากผลการวิจัยดังกล่าวแสดงว่าผิวทางชนิดยืดหยุ่นในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่มีความเสียหายอยู่ในระดับน้อย และเป็นความเสียหายประเภทร่องล้อร่วมกับหลุดร่อน ส่วนการทดสอบ สมบัติของตัวอย่างแอสฟัลต์คอนกรีตสามารถระบุได้ว่าการก่อสร้างผิวทางประเภทยืดหยุ่นมีการใช้วัสดุมวลรวมที่มีขนาดคละตรงตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ถนนที่ผ่านการใช้งานมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อสมบัติทางกายภาพของแอสฟัลต์คอนกรีต แม้แต่ตัวอย่างผิวทางปกติที่ยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น ก็พบตัวอย่างที่มีปริมาณช่องว่างวัสดุมวลรวมและปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ต่ำต์ต่ำกว่าค่าตามมาตรฐานในอัตราส่วนค่อนข้างสูง แสดงว่าวัสดุมวลรวมมีความแน่นมากขึ้นและมีการสูญเสียน้ำยางซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสมบัติอื่นของแอสฟัลต์คอนกรีต