กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การนำวัสดุใยสังเคราะห์ (Geosynthetics) มาใช้ในการออกแบบและซ่อมบารุงชั้นพื้นทางแบบยืดหยุ่นของกรมทางหลวงได้นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ทั้งในด้านการเพิ่มกำลังการรับแรงของชั้นพื้นทาง และในการลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบารุงรักษาระยะสั้นและระยะยาว ผลจากการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ในงานวิจัยนี้สามารถสรุปผลได้ว่าเมื่อทาการเปรียบเทียบระหว่างถนนสายรองประธานและถนนสายประธาน โดยคิดค่าวัสดุเสริมแรงใน 3 กรณี คือ กรณีก่อสร้างใหม่ กรณี Overlay สภาพเสียหายไม่มาก และกรณี Overlay สภาพเสียหายมาก จะพบว่าในถนนสายรองประธานกรณีก่อสร้างใหม่ที่ใช้ Geotextile จะมีมูลค่าลงทุนน้อยที่สุดในทุกกรณีของ %truck ในกรณี Overlay สภาพเสียหายไม่มาก จะพบว่าที่ %truck เท่ากับ 10% โดยใช้ Geogrid จะมีมูลค่าการลงทุนน้อยที่สุด ในส่วนของถนนสายประธานกรณีก่อสร้างใหม่โดยไม่เสริมวัสดุเสริมแรงจะมีมูลค่าลงทุนน้อยที่สุดในทุกกรณีของ %truck ในกรณี Overlay สภาพเสียหายไม่มาก จะพบว่าที่ %truck เท่ากับ 10% และ 20% การ Overlay โดยไม่เสริมวัสดุเสริมแรงจะมีมูลค่าการลงทุนน้อย ในด้านของความคุ้มทุนในการซ่อมบารุงของถนนที่นำมาออกแบบจากการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าจากการคำนวณโดยใช้ปริมาณจราจร 6,000 คัน ในกรณีของการก่อสร้างใหม่มีสภาพการจราจรไม่หนาแน่นโดยใช้ Geotextile จะทาให้รอบการซ่อมบารุงถนนยาวนานขึ้นโดยที่ %truck ไม่ควรเกิน 20% จะทาให้อายุของผิวทางเท่ากับอายุของวัสดุ กรณี Overlay สภาพเสียหายไม่มาก ที่%truck ไม่ควรเกิน 10% พบว่าการใช้ Geotextile หรือ Geogrid จะทาให้รอบการซ่อมบารุงถนนยาวนานขึ้น และในกรณี Overlay สภาพเสียหายมากพบว่าการใช้วัสดุเสริมแรงจะทำให้รอบการซ่อมบารุงถนนยาวนานขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนในการซ่อมบารุงของถนนที่มีการจราจรหนาแน่นโดยมีปริมาณจราจร 10,000 คัน ในกรณีของการก่อสร้างใหม่โดยใช้ Geotextile จะทำให้รอบการซ่อมบารุงถนนยาวนานขึ้นมาก โดยอายุของผิวทางเท่ากับอายุของวัสดุถึงแม้ %truck จะสูงถึง 30% ก็ตาม กรณี Overlay สภาพเสียหายไม่มาก พบว่าการใช้ Geotextile หรือ Geogrid จะทำให้รอบการซ่อมบารุงถนนยาวนานขึ้นมากเท่ากับอายุของวัสดุ ส่วนกรณี Overlay สภาพเสียหายมากพบว่าการใช้วัสดุเสริมแรงจะทาให้รอบการซ่อมบารุงถนนยาวนานขึ้นประมาณ 1.5 เท่า แต่ถ้า %truck น้อยกว่า 10% ก็ไม่จำเป็นต้องเสริมวัสดุเสริมแรง