Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2556

ผลของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาต่อการดูดซึมธาตุอาหารหลักในการผลิตมะละกอสายพันธุ์ศรีราชภัฎ

สุนทร โชคสวัสดิ์ธนะกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2556

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของเชื้อราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาต่อการดูดซึมธาตุอาหาร หลักในมะละกอพันธุ์ศรีราชภัฎ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ Completely Randomized Design(CRD) โดยทำการเปรียบเทียบประชากรที่ได้รับเชื้อไมคอร์ไรซาที่แตกต่างกัน ตำรับการทดลอง 5 ตำรับ ๆ ละ 4 ซ้ำ ดังนี้ ตำรับการทดลองที่ 1 ไม่มีการปลูกเชื้อไมคอร์ไรซา ตำรับการทดลองที่ 2 มีการปลูกเชื้อไมคอร์ไรชา สายพันธุ์ A ตำรับการทดลองที่ 3 มีการปลูกเชื้อไมคอร์ไรซา สายพันธุ์ B ตำรับการทดลองที่ 4 มีการปลูกเชื้อไมคอร์ไรซา สายพันธุ์ C ตำรับการทดลองที่ 5 มีการปลูกเชื้อไมคอร์ไรซา สายพันธุ์ D จากการทดลองพบว่า ความสูงของมะละกอพันธุ์ศรีราชภัฏเมื่อได้รับเชื้อไมคอร์ไรซาชนิด D มีความสูงมากที่สุด ในเดือนที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 และ 8 คือ 12.74, 25.90, 38.40, 65.33, 86.32, 122.30, 150.30 และ 177.22 เซนติเมตร ตามลำดับ เส้นรอบวงโคนต้นของมะละกอพันธุ์ศรีราชภัฏเมื่อ เสร็จสิ้นการทดลองพบว่า ต้นมะละกอที่ได้รับเชื้อไมคอร์ไรซาชนิด A มีเส้นรอบวงโคนต้นมากที่สุดคือ 72.45 เซนติมตร ต้นมะละกอที่ได้รับเชื้อไมคอร์ไรซาชนิด D มีเส้นรอบวงโคนต้นคือ 68.18 เชนติเมตร ไม่แตกต่างกัน ต้นมะละกอที่ได้รับเชื้อไมคอร์ไรซาชนิด D มีระดับการเกิดโรคคือ 4.09 มีผลผลิตต่อต้นสูง ที่สุดคือ689 กิโลกรัม มีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคต่ำคือ 72 96 ปริมาณการดูดใช้ธาตุอาหารเมื่ออายุ 3, 5 และ 7 เดือนหลังปลูกอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าทุกตำรับการทดลองคือ มีปริมาณไนโตรเจนในใบมากที่สุดคือ 1.916%, 2.019% และ 2.103% ตามลำดับ มีปริมาณฟอสฟอรัสในใบมากที่สุดคือ 1.210%, 1.208% และ 1.229 % ตามลำดับ มีปริมาณโปรแทสเซียมในใบมากที่สุดคือ 1.491%, 1.505% และ 1.520% ตามลำดับ และมีปริมาณแคลเชียมในใบมากที่สุดคือ 0.390%, 0.398% และ 0.412% ตามลำดับ ดังนั้น การเพิ่มเชื้อราอาบัสคูลารไมคอร์ไรชาชนิด D ให้กับมะละกอมีผลต่อการเจริญเติบโตและการดูดใช้ธาตุ อาหารได้ดี เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

คำสำคัญ

ฟอสฟอรัสมะละกอMeloidogyne incognitaเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาโปรตัสเซี่ยมroot-knot nematode ธาตุอาหารไนโตรเจน

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ผลของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาต่อการดูดซึมธาตุอาหารหลักในการผลิตมะละกอ

รภัสสา จันทาศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2552

ผลของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาต่อการดูดซึมธาตุอาหาร หลักและการควบคุมโรครากปมไส้เดือนฝอยในการผลิตมะละกอ

รภัสสา จันทาศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2553

ผลของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาต่อการดูดซึมธาตุอาหาร หลักและการควบคุมโรครากปมไส้เดือนฝอยในการผลิตมะละกอ

รภัสสา จันทาศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2552

สารออกฤทธิ์และกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระในใบมะละกอ

ทินน์ พรหมโชติ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2560

ผลของสารละลายธาตุอาหารต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตมะละกอในวัสดุปลูก

รศ. ธัญพิสิษฐ์ พวงจิก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2551

ผลของกระบวนการแปรรูปผลมะเกี๋ยงให้เป็นอาหารต่อปริมาณและคุณภาพของสารออกฤทธิ์ชีวภาพ

สมชาย จอมดวง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2556

การเปลี่ยนแปลงทางจลศาสตร์ของคุณค่าทางโภชนาการ ปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน ที่มีต่อระยะเวลาในการเพาะถั่วลิสงงอก (Arachis hypogaea L.)

ขวัญยืน เลี่ยมสำโรง มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2561

ผลของการใช้ถั่วไมยราแห้งทดแทนอาหารข้นในสัดส่วนต่างๆกัน ต่อสมรรถนะการเจริญเติบโตของโคบราห์มัน

นายสุทัศน์ สุนทรวัฒน์ กรมปศุสัตว์ พ.ศ. 2552

ปริมาณกาบาและกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระของข้าวกล้องงอกพันธุ์พื้นเมืองในจังหวัดมหาสารคาม5 สายพันธุ์

สำราญ พิมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2555

การผลิตข้าวกล้องงอกอัดเม็ดที่มีสารโภชนาการและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

จินดา จันดาเรือง มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร พ.ศ. 2566