ผลของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาต่อการเจริญเติบโตและการควบคุมโรคของข้าว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาศัตรูข้าวระบาด ทั้งโรคและแมลง มีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และยาควบคุมกำจัดโรคพืชมากขึ้นทุกปี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีสารเคมีตกค้างอยู่ในผลผลิต และปัญหาของการใช้ปุ๋ยเคมีต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน คือการตรึงแร่ธาตุอาหารให้อยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำ โดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งมักถูกตรึงให้อยู่ในรูปแคลเซียมฟอสเฟต หรือ อลูมิเนียมฟอสเฟต ทำให้พืชเอาไปใช้ไม่ได้ โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาวัสดุปลูกชีวภาพสำหรับเพาะกล้าข้าวจากราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา ที่ช่วยดูดธาตุอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตให้แก่พืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุฟอสฟอรัส ช่วยทำให้พืชทนแล้งและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุยเหมาะแก่การระบายน้ำและอากาศ และเมื่อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาเข้าไปอาศัยอยู่ในรากพืชแล้ว ยังเป็นเกราะป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคระบบรากที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย จากการสำรวจจำนวนและชนิดของราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่าจากดินรอบรากข้าวบริเวณแปลงนาข้าว และรากหญ้าบริเวณคันนา ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ปทุมธานี ชุมพร และเชียงราย พบว่า ปริมาณสปอร์พบตั้งแต่ 0.1-171 สปอร์ต่อดิน 20 กรัม มีเปอร์เซ็นต์การเข้าอาศัยในรากข้าวตั้งแต่ 0.9-56.5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพื้นที่และจัดการแปลงนาข้าวของเกษตรกร สามารถจำแนกราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาได้ทั้งหมด 14 ชนิดตามลักษณะสัณฐานวิทยา และ การจำแนกด้วยอณูชีวโมเลกุล สามารถจำแนกได้ 3 ชนิด และไม่สามารถจำแนกได้ 8 ชนิด ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณสปอร์ของราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซามีปริมาณน้อย ทำให้ได้ปริมาณดีเอ็นเอที่ไม่เพียงพอต่อการเพิ่มปริมาณ และอีก 3 ชนิด มีจำนวนสปอร์น้อยกว่า 30 สปอร์จึงไม่สามารถสกัดดีเอ็นเอได้ พบราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาเด่น 6 ชนิด ได้แก่ Morphotype 1, Morphotype 2 ซึ่งจำแนกได้เป็น Acaulospora sp.1, Morphotype 6, Morphotype 7, Morphotype 9 จำแนกได้เป็น Acaulospora sp. 2, และ Morphotype 10 ซึ่งจำแนกได้เป็น Acaulospora sp. 3 ราเหล่านี้พบทั้งในนาข้าวและบนคันนา การทดสอบความสามารถในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าว โดยวางแผน การทดลองแบบ completely randomized design (CRD) กรรมวิธีๆ ละ 6 ซ้ำ พบว่ากรรมวิธีที่ใส่ราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาทุกกรรมวิธี มีการเจริญของต้นข้าวดีกว่าชุดควบคุมที่ไม่ใส่หัวเชื้อรา และยังมีการนำดินหัวเชื้อจากจังหวัดร้อยเอ็ดและปทุมธานีซึ่งมีประชากรราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา (consortium) มาทดสอบความสามารถในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าว พบว่าได้ผลดีกว่าชุดควบคุม จากการทดลองการเพิ่มปริมาณสปอร์ราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาด้วยวิธี Trap culture โดยใช้ข้าวเป็นพืชล่อ สามารถเพิ่มปริมาณสปอร์ได้ตั้งแต่ 30 วัน และมีแนวโน้มจะพบสปอร์มากขึ้นถ้าใช้เวลานานขึ้น นอกจากนี้พบการเข้ารากข้าวได้ตั้งแต่ 20-30 วัน และมีเปอร์เซ็นต์การเข้ารากมากขึ้นเมื่อใช้เวลานานขึ้น สำหรับผลการทดสอบความต้านทานต่อโรคกาบใบเน่าและเมล็ดด่าง ที่เกิดจากเชื้อรา Sarocladium oryzae และโรคกาบใบแห้งที่เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani พบว่า กรรมวิธีที่ 4 (Morphotype 2) และกรรมวิธีที่ 1 (Morphotype 1) มีแนวโน้มในการป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อราได้ ในขณะที่การทดสอบความต้านทานต่อโรคกาบใบเน่าที่เกิดจากแบคทีเรีย Burkholderia glumae ด้วยการปลูกเชื้อลงดิน พบว่า ไม่ปรากฏอาการของโรคในทุกกรรมวิธีที่ทดสอบรวมทั้งกรรมวิธีควบคุมซึ่งอาจเกิดจากวิธีการปลูกเชื้อไม่เหมาะสมต่อการก่อโรคในระยะข้าวตั้งท้อง โดยต้องทดสอบปลูกเชื้อโดยฉีดสารแขวนลอยเชื้อเข้ากาบใบข้าว จากผลการศึกษาในโครงการนี้มีแนวโน้มที่ดีสำหรับการพัฒนาราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาเป็นวัสดุปลูกชีวภาพสำหรับเพาะกล้าข้าวเพื่อส่งเสริมการเจริญของกล้าข้าวก่อนนำกล้าข้าวไปปลูกในแปลงต่อไป