วิจัยและพัฒนาเชื้อราไมคอร์ไรซาเพื่อใช้ควบคุมไส้เดือนฝอยสาเหตุโรครากปม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนาเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา เพื่อควบคุมไส้เดือนฝอยสาเหตุโรครากปม ได้ดำเนินการตั้งแต่การสำรวจ และเก็บตัวอย่างดินจากแปลงปลูกพริกแบบอินทรีย์ ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี และ จังหวัดศรีษะเกษ จำนวน 15 ตัวอย่าง และ 5 ตัวอย่าง ตามลำดับ เพื่อคัดแยกสปอร์ และตรวจสอบการอยู่อาศัยของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาในรากพืชจากตัวอย่างดิน โดยผลการตรวจสอบพบว่า สามารถตรวจพบสปอร์และการอยู่อาศัยของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา จากตัวอย่างดินทั้ง 2 แหล่ง ตัวอย่างดินจากจังหวัดอุบลราชธานี ตัวอย่างดิน ASU1 มีจำนวนสปอร์มากที่สุดคือ 18 สปอร์ต่อตัวอย่างดินน้ำหนัก 1 กรัม ขณะที่ตัวอย่างดิน ASU11 และ ASU13 มีค่าร้อยละของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาอาศัยอยู่ในรากพริกสูงสุดคือ ร้อยละ 48 ส่วนตัวอย่างดินจากจังหวัดศรีษะเกษ ตัวอย่างดินหมายเลข WHS2 และ WHS4 มีจำนวนสปอร์มากที่สุดเท่ากันคือ 12 สปอร์ต่อตัวอย่างดินน้ำหนัก 1 กรัม และตัวอย่างดิน WHS5 มีร้อยละของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาอาศัยอยู่ในรากพริกสูงสุด คือ ร้อยละ 64 สปอร์ของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาที่คัดแยกได้จากตัวอย่างดินทั้งหมด จะถูกนำไปเพิ่มปริมาณเพื่อจำแนกสายพันธุ์ ซึ่งภายหลังดำเนินการดังกล่าวพบว่า สามารถจำแนกสายพันธุ์เชื้อราออกได้ 4 สกุล คือ Acaulospora, Entrophospora, Glomus, และ Scutellospora โดยเชื้อรา G. mosseae และ G. intraradices คือเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา 2 สายพันธุ์ ที่ถูกนำไปใช้เพื่อทดสอบความสามารถของเชื้อรา ในการควบคุมการเกิดโรครากปมในพริกที่มีสาเหตุจากไส้เดือนฝอย ควบคู่กับการทดสอบเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาของกรมวิชาการเกษตร โดยจัดรูปแบบการทดสอบเป็น 2 ลักษณะคือ การปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาและไส้เดือนฝอยในกระถางใบเดียวกัน เพื่อพิจารณาศักยภาพของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาแต่ละสายพันธุ์ และการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ทั้งสองชนิดแบบแยกกระถาง ซึ่งต้นพริกที่ใช้ในทดลองนั้น รากจะถูกเตรียมและปลูกในกระถางจำนวน 2 ใบ แบบแยกราก(split-root) การทดสอบทั้ง 2 ลักษณะนี้ จะดำเนินการปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา และไส้เดือนฝอยที่ระยะเวลาแตกต่างกัน ซึ่งผลการทดลองที่ได้พบว่า การปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไซาให้กับรากพริกตั้งแต่เริ่มต้นการทดลอง ก่อนการปลูกถ่ายไส้เดือนฝอยเป็นเวลา 4 สัปดาห์ สามารถลดความรุนแรงของโรครากปมลงได้ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดการทดลองซึ่งปลูกถ่ายไส้เดือยฝอยให้กับรากพริกเพียงอย่างเดียวในช่วงเวลาเดียวกัน โดยรากพริกซึ่งปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซากรมวิชาการเกษตรและไส้เดือนฝอยในกระถางใบเดียวกัน หรือปลูกถ่ายจุลินทรีย์ทั้งสองชนิดแบบแยกกระถางนั้น มีแนวโน้มที่ระดับความรุนแรงของโรครากปมต่ำที่สุดคือ ร้อยละ 18.14?5.84 และ ร้อยละ 20?7.07 ตามลำดับ และมีร้อยละการอยู่อาศัยของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์เท่ากับ 27.71?12.0 และ 42.43?8.02 ตามลำดับ ขณะที่รากพริกซึ่งได้รับการปลูกถ่ายไส้เดือนฝอยเพียงอย่างเดียว มีระดับความรุนแรงโรครากปมสูงที่สุดเท่ากับ ร้อยละ 91.14?6.39 และ 81.71?27.97 ตามลำดับ ด้านพัฒนาการการเจริญเติบโตของต้นพริก ซึ่งพิจารณาจากน้ำหนักสดของรากและลำต้นพบว่า โดยส่วนใหญ่น้ำหนักรากของต้นพริกที่ได้รับการปลูกถ่ายไส้เดือนฝอยตั้งแต่เริ่มต้นการทดลอง ก่อนการปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาแต่ละสายพันธุ์เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีแนวโน้มลดลงมากที่สุด และใกล้เคียงกับน้ำหนักรากต้นพริกที่ได้รับการปลูกถ่ายไส้เดือนฝอยเพียงอย่างเดียวในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ต้นพริกที่รากได้รับการปลูกถ่ายเชื้ออาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาแต่ละสายพันธุ์ตั้งแต่เริ่มต้นการทดลอง ก่อนการปลูกถ่ายไส้เดือนฝอยให้กับรากพริกเป็นเวลา 4 สัปดาห์ น้ำหนักสดของรากและลำต้นโดยส่วนใหญ่ไม่มีความแตกต่างกับชุดการทดลองควบคุม (control) ซึ่งไม่ได้รับการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ใดๆ มีเพียงบางกลุ่มที่แสดงการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักสดอย่างมีนัยสำคัญ จากผลการทดลองที่ได้แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงของโรครากปมจากไส้เดือนฝอยมีแนวโน้มลดลง เมื่อรากพริกได้รับการปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาตั้งแต่เริ่มต้นการทดลอง ก่อนการปลูกถ่ายไส้เดือนฝอยเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ดังนั้นเพื่อหาความเชื่อมโยงกับระบบการป้องกันตัวเองของพืช จากจุลินทรีย์แปลกปลอมที่เรียกว่า Systemic Acquired Resistance (SAR) โดยพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณกรดซาลิไซลิค จึงได้ทำการทดลองเตรียมปลูกต้นพริกแบบแยกราก และทำการปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์แต่ละชนิดให้กับรากพริกเพียงด้านเดียวที่ระยะเวลาแตกต่างกัน 4 สัปดาห์ จากนั้นนำรากพริกมาแยกสกัด และหาปริมาณกรดซาลิไซลิคแต่ละด้าน ผลการทดลองที่ได้พบว่า รากพริกด้านที่ได้รับการปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาตั้งแต่เริ่มต้นการทดลอง ปริมาณกรดซาลิไซลิคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยรากพริกที่ปลูกถ่ายเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซากรมวิชาการเกษตรตั้งแต่เริ่มต้นการทดลอง มีปริมาณกรดซาลิไซลิคเพิ่มขึ้นสูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญ คือ 64.77?11.40 นาโนกรัมต่อน้ำหนักสดรากพริก 1 กรัม ซึ่งสอดคล้องกับระดับความรุนแรงของโรครากปมที่ต่ำที่สุด