การเฝ้าระวังการใช้เนื้อและกระดูกป่นผสมอาหารสัตว์ และการป้องกันโรควัวบ้าในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เนื้อและกระดูกป่น เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เพื่อเป็นแหล่งของโปรตีน ผลิตจากสัตว์หลายชนิด เช่น โค กระบือ แพะ แกะ สุกร กวาง ซึ่งประเทศไทยมีการนำเข้าเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์จากประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก เนื่องจากประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตวัตถุดิบชนิดนี้ และข้อกำหนดขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ ห้ามใช้เนื้อและกระดูกป่นเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์สำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตาม พรบ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 ห้ามนำเข้าเนื้อป่น เนื้อและกระดูกป่นจากประเทศที่มีรายงานการเกิดโรค และห้ามใช้เนื้อป่น เนื้อและกระดูกป่นเป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากสัตว์เคี้ยวเอื้องที่กินอาหารสัตว์ ที่มีเนื้อและกระดูกป่นเป็นส่วนผสม สามารถเป็นโรคสมองฝ่อ (Spongiform Encephalopathy) ได้ โรคนี้เมื่อเกิดในโค จะเรียกว่าโรควัวบ้า (BSE : Bovine Spongiform Encephalopathy) เกิดในแกะจะเรียกว่า สเคปี่ (Scrapy) ในคนเรียก KURU KURU โรควัวบ้านี้ทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อการเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้องในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะประเทศสหราชอาณาจักรอังกฤษ แม้ว่าข้อจำกัดในการใช้ การเข้มงวดในการนำเข้า ความเสี่ยงต่อโรควัวบ้า หากมีการใช้ที่ผิดพลาด อาจเกิดโรคสมองฝ่อในสัตว์เคี้ยวเอื้องได้ และทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อการเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทย สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลควบคุมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ การใช้เนื้อและกระดูกป่นผสมอาหารสัตว์ ได้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังการใช้เนื้อและกระดูกป่นผสมอาหารสัตว์ และการป้องกันโรควัวบ้าในประเทศไทย จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น