การเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการส่งผ่านโรคลัมปี สกินจากโคเลี้ยงไปสู่วัวแดงในเขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลก ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกลไกการเกิดโรค โดยเฉพาะโรคที่มีแมลงเป็นพาหะนำโรค ที่ผ่านมาพบว่ามีการเกิดโรคอุบัติใหม่ที่แพร่กระจายจากสัตว์ปศุสัตว์ไปยังสัตว์ป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ป่า การอนุรักษ์ และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศวิทยา การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์ ระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อที่สำคัญ และความชุกชุมของพาหะนำโรคในพื้นที่รอบเขตพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงและจัดวางแผนการเฝ้าระวังโรคอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการส่งผ่านโรคติดเชื้อที่สำคัญจากสัตว์ปศุสัตว์ไปสู่สัตว์ป่า จากผลการศึกษาพบว่า การเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์รอบเขตพื้นที่อนุรักษ์ยังคงมีการเลี้ยงแบบปล่อยเข้าไปหากินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อย่างไรก็ตามจากการสำรวจการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อโรคลัมปี สกิน ในสัตว์ปศุสัตว์ พบว่ามีเพียงร้อยละ 8.3 ที่มีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน บ่งชี้ว่าความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคในขณะที่ทำการศึกษาวิจัยนั้นอยู่ในขั้นต่ำ แต่กลุ่มประชากรปศุสัตว์มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อและเป็นแหล่งในการแพร่กระจายโรคได้ หากมีการระบาดของโรคใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้จากการศึกษาความชุกของแมลงพาหะนำโรค พบว่าช่วงเวลาที่ควรมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดใหม่ของโรค คือระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความชุกชุมของแมลงพาหะนำโรคมากที่สุดในรอบปี การศึกษานี้ถือเป็นการศึกษาครั้งแรกที่ได้รวบรวมปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจายของโรคที่มีพาหะนำโรคมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ได้แผนการเฝ้าระวังโรคจากสัตว์ปศุสัตว์ไปสู่สัตว์ป่าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้เป็นต้นแบบในการศึกษาวิจัยในพื้นที่อนุรักษ์อื่นได้อีกด้วย