กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยนี้เป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่สองของการวิจัย ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลักห้ากิจกรรมด้วยกัน คือ 1) การพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงโคพีพอดธรรมชาติแบบกึ่งพัฒนา 2) การศึกษาพัฒนาการของคัพภะและลูกปลาวัยอ่อนของปลาสลิดหิน (D. aruanus และ N. nigroris) และปลาบู่ทะเล (V. muralis และ V. puellaris) 3) การพัฒนาวิธีการอนุบาลลูกปลาสลิดหินและลูกปลาบู่อมทรายวัยอ่อน 4) การพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งมดแดงในระดับเชิงพาณิชย์ 5) การจัดการความรู้จากผลงานวิจัย นวัตกรรม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงามให้ได้มาตรฐาน ผลการพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงโคพีพอดธรรมชาติแบบกึ่งพัฒนาพบว่า สามารถเลี้ยงโคพีพอดให้มีจำนวนมากได้ โดยแบ่งการให้อาหารออกเป็น 4 มื้อ อัตราการให้อาหาร (รำหมัก) 30,000 ตัวต่อกรัมอาหารต่อวัน โดยมีวิธีการจัดการระหว่างการเลี้ยง ดังนี้ 1) น้ำที่ใช้เลี้ยงควรผ่านการกรองเพื่อกำจัดศัตรูของโคพีพอด เช่น กรองผ่านเครื่องกรองทราย 2) โคพีพอดที่สูบเข้ามาเป็นหัวเชื้อเริ่มต้นควรปล่อยพักเลี้ยงไว้ก่อนโดยไม่ให้อาหารอย่างน้อย 2-3 วัน 3) การให้อากาศต้องมีความแรงมากพอที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำเพื่อลดการตกตะกอนของอาหาร 4) ปรับปริมาตรของน้ำเพิ่มขึ้นให้สัมพันธ์กับความหนาแน่นของโคพีพอดที่เพิ่มขึ้น การเก็บเกี่ยวโคพีพอดเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ที่ปริมาตรน้ำ 20 ลูกบาศก์เมตร ได้ผลผลิตโคพีพอดเฉลี่ย 32,400,000 ตัว โดยมีสัดส่วน คาลานอยด์ : ไซโคลพอยด์ : ฮาร์แพคทิคอยด์ = 57 : 41 : 2 เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนระยะนอเพลียส 64 เปอร์เซ็นต์ จากโคพีพอดที่มีความหนาแน่นเริ่มต้น (หลังการพักเลี้ยง) 0.67 ตัวต่อมิลลิลิตร รอบระยะการเลี้ยง 4-18 วัน ผลการศึกษาพัฒนาการของคัพภะและตัวอ่อนของปลาสลิดหินม้าลาย (D. aruanus) ปลาบู่ อมทรายแถบส้ม (V. muralis) และปลาบู่อมทรายจุดส้ม (V. puellaris) พบว่าไข่ปลาสลิดหินม้าลายมีรูปร่างเป็นรูปวงรี มีสีขาวใส ขนาดความกว้างของไข่มีขนาดความกว้างเฉลี่ย 462.9 ไมโครเมตร ความยาวเฉลี่ย 709.0 ไมโครเมตร ใช้ระยะเวลา 57 ชั่วโมงขึ้นไป จึงฟักออกเป็นตัว ที่อุณหภูมิน้ำ 27.0 - 29.5 องศาเซลเซียส ความเค็ม 30-33 ส่วนในพันส่วน ไข่ของปลาบู่อมทรายทั้งสองชนิด มีไข่แบบไข่จม ลักษณะของไข่ยาวรี ส่วนบนติดกันด้วยเส้นใย ไข่จะยึดติดกันเป็นพวงคล้ายพวงองุ่น โดยไข่ปลาบู่อมทรายแถบส้ม มีความยาวเฉลี่ย 1.02 มิลลิเมตร ความกว้างเฉลี่ย 0.43 มิลลิเมตร ไข่ปลาบู่อมทรายจุดส้ม มีความยาวเฉลี่ย 1.04 มิลลิเมตร ความกว้างเฉลี่ย 0.46 มิลลิเมตร ใช้ระยะเวลา 54 - 60 ชั่วโมง จึงฟักออกเป็นตัว ที่อุณหภูมิน้ำ 28.0 - 31.0 องศาเซลเซียสและความเค็ม 28-31 ส่วนในพันส่วน โดยมีรายละเอียดของระยะพัฒนาการที่สำคัญ ระยะเวลาที่เกิด ของตัวอย่างที่ทำการศึกษาทั้งสามชนิดแสดงไว้ (cleavage, morula, blastula, gastrula, early embryo, tail-bud stage, tail-free stage, pre-hatching) รวมทั้งสิ้น 17 ระยะของการพัฒนา (developmental stages) ลูกปลาสลิดหินม้าลายแรกฟักมีขนาดความยาวเหยียดเฉลี่ย 2.9 มิลลิเมตร ปากของตัวอ่อนเปิดออกในวันที่ 2 หลังจากฟัก มีขนาดความกว้างของปาก (mouth gape) เฉลี่ย 333 ไมโครเมตร มีช่วงอายุของระยะพัฒนาการที่สำคัญ คือ yolk-sac larval stage ช่วงอายุ 1 ถึง 2 dph, preflexion larval stage ช่วงอายุ 3 ถึง 12 dph, flexion larval stage ช่วงอายุ 13 ถึง 14-16 dph, postflexion stage ช่วงอายุ 16 ถึง 19 dph และมีรูปร่างและพฤติกรรมลงไปอาศัยอยู่ที่พื้นตู้เมื่อมีอายุได้ 20-25 dph ลูกปลาบู่อมทรายแถบส้ม ซึ่งเป็นชนิดที่สามารถอนุบาลจนรอดพ้นระยะวัยอ่อนได้ เมื่อแรกฟักมีขนาดความยาวเหยียดเฉลี่ย 1.94 มิลลิเมตร ลูกปลาที่ฟักออกมามีพัฒนาการที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ถุงไข่แดงมีขนาดเล็ก ปากเปิดออกหลังจากฟัก (35-40 นาที) มีค่าเฉลี่ยความกว้าง 429.12 ไมโครเมตร มีช่วงอายุของระยะพัฒนาการที่สำคัญ คือ yolk-sac larval stage อายุ 1 dph, preflexion larval stage ช่วงอายุ 1 ถึง 10 dph, flexion larval stage ช่วงอายุ 10 ถึง 17 dph, postflexion stage ช่วงอายุ 17 ถึง 21 dph และมีรูปร่างและพฤติกรรมลงไปอาศัยอยู่ที่พื้นตู้เมื่อมีอายุได้ 54 dph ผลการทดลองและพัฒนาวิธีการอนุบาลลูกปลาสลิดหินม้าลาย ปลาบู่อมทรายแถบส้ม และปลาบู่อมทรายจุดส้มวัยอ่อน ทำให้ประสบผลสำเร็จในการอนุบาลลูกปลาสลิดหินม้าลาย และลูกปลาบู่อมทรายแถบส้มจนรอดพ้นระยะวัยอ่อนและเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย แต่อัตรารอดตายต่ำเพียง 0.02 และ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยผลการทดลองพบว่าใช้โรติเฟอร์และอาร์ทีเมียไม่สามารถใช้ในการอนุบาลลูกปลาสลิดหินม้าลายได้ และพบว่าชนิดของอาหารที่เสริมหรือทดแทนเข้าไป คือ ซิลิเอตและโคพีพอด ขนาดของโคพีพอดที่ใช้ และระยะเวลาการเปลี่ยนอาหาร มีความสำคัญยิ่งต่อการรอดตายของลูกปลาสลิดม้าลายวัยอ่อน สำหรับปลาบู่ อมทรายแถบส้มพบว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ซิลิเอต แต่โคพีพอดมีความสำคัญต่อการรอดตาย ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการรอดตายของตัวอ่อน คือ ขนาดของโคพีพอดที่ใช้ และระยะเวลาการเปลี่ยนอาหาร เช่นเดียวกับที่พบในการอนุบาลลูกปลาสลิดหินม้าลาย ผลการพัฒนาการการเพาะเลี้ยงกุ้งมดแดง (Rhynchocinetes durbanensis) เพื่อการประยุกต์ ใช้ในเชิงพาณิชย์ นอกจากสามารถอนุบาลลูกกุ้งมดแดงวัยอ่อนให้รอดตายผ่านระยะวัยอ่อนจนถึงระยะลงเกาะแล้ว ยังสามารถเพิ่มอัตรารอดตายของกุ้งมดแดงให้สูงขึ้น จนสามารถผลิตลูกกุ้งมดแดงระยะลงเกาะเป็นจำนวนมากได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้ อัตราปล่อยลูกกุ้ง 3 ตัวต่อลิตร อนุบาลลูกกุ้งแรกฟักจนอายุ 19 วัน ด้วยอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมันความเข้มข้น 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่ความหนาแน่นอาร์ทีเมีย 3 ตัวต่อมิลลิลิตร เมื่อลูกกุ้ง มดแดงอายุ 20 วันจนกระทั่งลงเกาะ ให้อาร์ทีเมียเสริมกรดไขมันร่วมกับเนื้อหอยลายสับ ลูกกุ้งเริ่มลงเกาะพื้นเมื่อมีอายุได้ 54 วัน (นับจากแรกฟัก) และลงเกาะครบทุกตัวภายใน 99 วัน โดยมีอัตรารอดเฉลี่ย 19.3 เปอร์เซ็นต์ ในการอนุบาลลูกกุ้งจากแม่กุ้ง 1 แม่ ที่มีจำนวนตัวอ่อนเฉลี่ย 1,470 ตัว ได้ลูกกุ้งมดแดงที่ลงเกาะจำนวนทั้งสิ้น 283 ตัวต่อการอนุบาลลูกกุ้ง 1 ครอก หลังจากลูกกุ้งลงเกาะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 2 - 3 เดือน ลูกกุ้งจะมีขนาดความยาว 2.5 – 3.0 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถจำหน่ายได้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อตัว ซึ่งคิดเป็นเงิน 16,980 บาท ต่อการอนุบาลลูกกุ้ง 1 ครอก และใช้ระยะเวลาในการอนุบาลกุ้งมดแดงตั้งแต่แรกฟักจนถึงขนาดตลาดทั้งสิ้นเป็นระยะเวลา 5 เดือน องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมวิจัยจำนวน 25 เรื่อง ถูกเรียบเรียงในรูปแบบที่เข้าใจง่ายพร้อมภาพประกอบและเผยแพร่ผ่าน Facebook webpage สถานีวิจัยย่อยชะอำ (https://www.facebook .com/chaamstation) ตั้งแต่เผยแพร่จนถึง ณ วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 มีการแสดงบนหน้าฟีดผู้ใช้ (Impression) รวม 137,366 ครั้ง มีผู้ที่เข้าถึงโพส (Reach) รวม 126,256 บัญชี และมีผู้ที่มีส่วนร่วมกับโพส (Engagement) เท่ากับ 10,175 ครั้ง องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการวิจัย จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ การจำแนกกลุ่มโคพีพอดอย่างง่ายสำหรับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเพาะเลี้ยงปลาสลิดหิน (พฤติกรรมการผสมพันธุ์และการวางไข่ของปลาสลิดหินม้าลาย) และการผลิตอาหารผสมเจลาตินสำหรับการเลี้ยงปลาทะเลสวยงาม ถูกนำไปจัดทำหน่วยการเรียนรู้ออนไลน์และเผยแพร่ และมีคู่มือที่เกิดขึ้นจำนวนทั้งสิ้น 7 เรื่อง คือ 1) คู่มือการเพาะเลี้ยงโปรโตซัวกลุ่มซิลิเอต 2) คู่มือการเพาะเลี้ยงโคพีพอด 3) พัฒนาการของคัพภะและลูกปลาวัยอ่อนของปลาสลิดหินม้าลายเพื่อนําไปพัฒนากระบวนการผลิตลูกปลาทะเลสวยงามวัยอ่อนและการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ 4) คู่มือการศึกษาพัฒนาการปลาบู่ทะเลแถบส้มเพื่อการเพาะเลี้ยง 5) คู่มือการเพาะเลี้ยงปลาสลิดหินม้าลาย 6) คู่มือการเพาะเลี้ยงปลาบู่อมทรายแถบส้ม และ 7) คู่มือการเพาะเลี้ยงกุ้งมดแดง และแผ่นพับ 2 เรื่อง คือ 1) แผ่นพับการเพาะเลี้ยงโคพีพอดและซิลิเอต 2) แผ่นพับการเพาะเลี้ยงกุ้งมดแดง องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากโครงการวิจัย ความเชี่ยวชาญของคณะผู้วิจัย และความพร้อมของสิมิลันฟาร์ม ทำให้เกิดแผนพัฒนาฟาร์มและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลการดำเนินงานตามแผนทำให้สิมิลันฟาร์มขยายพื้นที่ฟาร์มด้วยการตั้งสิมิลันฟาร์มขึ้น (2) ผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากการเยี่ยมฟาร์มตามแผนงาน จำนวน 3 ครั้ง ทำให้สิมิลันฟาร์มได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลในแนวปะการังที่เพาะเลี้ยงยาก และองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็น สิมิลันฟาร์มนำเอาความรู้ที่ได้รับ และทักษะการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยการวิจัยไปใช้ และ/หรือปรับปรุงวิธีปฏิบัติให้เกิดขึ้นในฟาร์ม จนฟาร์มได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี พ.ศ. 2553 ตามระเบียบกรมประมงว่าด้วยการออกใบรับรองมาตรฐานการจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม พ.ศ. 2558 ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งรับรองว่าสิมิลันฟาร์ม (2) มีการผลิตสัตว์น้ำสวยงามได้มาตรฐานและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก ผลผลิตมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสินค้า
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. Key elements demonstrated in relevant environments
2.1 ต้นแบบห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงโคพีพอดธรรมชาติแบบกึ่งพัฒนาในบ่อเพาะเลี้ยง 2.2 ต้นแบบห้องปฏิบัติการวิธีการอนุบาลตัวอ่อนปลาสลิดหิน ปลาบู่ทะเลสวยงามจนรอดผ่านระยะวัยอ่อน 2.3 ต้นแบบภาคสนามวิธีการอนุบาลกุ้งมดแดง
1.1. ผลการวิจัยการเพาะเลี้ยงโปรโตซัวและโคพีพอดด้วยเทคนิค Aquamimicry แสดงให้เห็นว่าสามารถเพิ่มจำนวนโปรโตซัวและโคพีพอดธรรมชาติในบ่อเลี้ยงได้ และมีความเป็นไปได้สูงในการขยายผลไปสู่ระดับการผลิตจำนวนมากในปีที่สอง 1.2. พ่อ-แม่พันธุ์ปลาสลิดหินและปลาบู่ทะเลสวยงามในการทดลองของปีที่หนึ่งได้วางไข่และผลิตตัวอ่อนได้แล้ว 2 ชนิด โดยคาดว่าจะสามารถทำให้ปลาวางไข่และผลิตตัวอ่อนได้ทั้ง 4 ชนิด จึงพร้อมที่จะทำการขยายผลการศึกษาด้านคัพภะ ตัวอ่อน และการอนุบาลในระดับห้องปฏิบัติการต่อไป
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 3 — 3. initial testing of proposed solution(s) together with relevant stakeholders
มีการศึกษา วิจัย ทดสอบแนวทางการเพาะเลี้ยงโคพีพอด และการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงามร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง (หน่วยงานร่วมวิจัย ฟาร์มในโครงการวิจัย)
1.1 มีการวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค คาดการณ์ผลกระทบ และระบุผู้มีส่วนได้เสีย ที่ทำให้การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงามของประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้ามากเท่าที่ควร ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากตัวเทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อน และผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเองได้ในฟาร์มเพราะต้องใช้การลงทุนสูง รวมทั้งความรู้วิชาการ ประสบการณ์ และทักษะสูง 1.2 กำหนดแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้วยการวิจัยพัฒนาให้ครบวงจร (ชีววิทยาจนถึงการเพาะเลี้ยง) และการวิจัยการผลิตโปรโตซัวและโคพีพอด