Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2565

การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงาม กลุ่มปลาสลิดหิน (Damselfishes) ปลาบู่ (Gobies) และกุ้งมดแดง (Dancing shrimp) จากธรรมชาติสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ (ปีที่ 2)

วรเทพ มุธุวรรณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2565

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

โครงการวิจัยนี้เป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่สองของการวิจัย ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลักห้ากิจกรรมด้วยกัน คือ 1) การพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงโคพีพอดธรรมชาติแบบกึ่งพัฒนา 2) การศึกษาพัฒนาการของคัพภะและลูกปลาวัยอ่อนของปลาสลิดหิน (D. aruanus และ N. nigroris) และปลาบู่ทะเล (V. muralis และ V. puellaris) 3) การพัฒนาวิธีการอนุบาลลูกปลาสลิดหินและลูกปลาบู่อมทรายวัยอ่อน 4) การพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งมดแดงในระดับเชิงพาณิชย์ 5) การจัดการความรู้จากผลงานวิจัย นวัตกรรม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงามให้ได้มาตรฐาน ผลการพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงโคพีพอดธรรมชาติแบบกึ่งพัฒนาพบว่า สามารถเลี้ยงโคพีพอดให้มีจำนวนมากได้ โดยแบ่งการให้อาหารออกเป็น 4 มื้อ อัตราการให้อาหาร (รำหมัก) 30,000 ตัวต่อกรัมอาหารต่อวัน โดยมีวิธีการจัดการระหว่างการเลี้ยง ดังนี้ 1) น้ำที่ใช้เลี้ยงควรผ่านการกรองเพื่อกำจัดศัตรูของโคพีพอด เช่น กรองผ่านเครื่องกรองทราย 2) โคพีพอดที่สูบเข้ามาเป็นหัวเชื้อเริ่มต้นควรปล่อยพักเลี้ยงไว้ก่อนโดยไม่ให้อาหารอย่างน้อย 2-3 วัน 3) การให้อากาศต้องมีความแรงมากพอที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำเพื่อลดการตกตะกอนของอาหาร 4) ปรับปริมาตรของน้ำเพิ่มขึ้นให้สัมพันธ์กับความหนาแน่นของโคพีพอดที่เพิ่มขึ้น การเก็บเกี่ยวโคพีพอดเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ที่ปริมาตรน้ำ 20 ลูกบาศก์เมตร ได้ผลผลิตโคพีพอดเฉลี่ย 32,400,000 ตัว โดยมีสัดส่วน คาลานอยด์ : ไซโคลพอยด์ : ฮาร์แพคทิคอยด์ = 57 : 41 : 2 เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนระยะนอเพลียส 64 เปอร์เซ็นต์ จากโคพีพอดที่มีความหนาแน่นเริ่มต้น (หลังการพักเลี้ยง) 0.67 ตัวต่อมิลลิลิตร รอบระยะการเลี้ยง 4-18 วัน ผลการศึกษาพัฒนาการของคัพภะและตัวอ่อนของปลาสลิดหินม้าลาย (D. aruanus) ปลาบู่ อมทรายแถบส้ม (V. muralis) และปลาบู่อมทรายจุดส้ม (V. puellaris) พบว่าไข่ปลาสลิดหินม้าลายมีรูปร่างเป็นรูปวงรี มีสีขาวใส ขนาดความกว้างของไข่มีขนาดความกว้างเฉลี่ย 462.9 ไมโครเมตร ความยาวเฉลี่ย 709.0 ไมโครเมตร ใช้ระยะเวลา 57 ชั่วโมงขึ้นไป จึงฟักออกเป็นตัว ที่อุณหภูมิน้ำ 27.0 - 29.5 องศาเซลเซียส ความเค็ม 30-33 ส่วนในพันส่วน ไข่ของปลาบู่อมทรายทั้งสองชนิด มีไข่แบบไข่จม ลักษณะของไข่ยาวรี ส่วนบนติดกันด้วยเส้นใย ไข่จะยึดติดกันเป็นพวงคล้ายพวงองุ่น โดยไข่ปลาบู่อมทรายแถบส้ม มีความยาวเฉลี่ย 1.02 มิลลิเมตร ความกว้างเฉลี่ย 0.43 มิลลิเมตร ไข่ปลาบู่อมทรายจุดส้ม มีความยาวเฉลี่ย 1.04 มิลลิเมตร ความกว้างเฉลี่ย 0.46 มิลลิเมตร ใช้ระยะเวลา 54 - 60 ชั่วโมง จึงฟักออกเป็นตัว ที่อุณหภูมิน้ำ 28.0 - 31.0 องศาเซลเซียสและความเค็ม 28-31 ส่วนในพันส่วน โดยมีรายละเอียดของระยะพัฒนาการที่สำคัญ ระยะเวลาที่เกิด ของตัวอย่างที่ทำการศึกษาทั้งสามชนิดแสดงไว้ (cleavage, morula, blastula, gastrula, early embryo, tail-bud stage, tail-free stage, pre-hatching) รวมทั้งสิ้น 17 ระยะของการพัฒนา (developmental stages) ลูกปลาสลิดหินม้าลายแรกฟักมีขนาดความยาวเหยียดเฉลี่ย 2.9 มิลลิเมตร ปากของตัวอ่อนเปิดออกในวันที่ 2 หลังจากฟัก มีขนาดความกว้างของปาก (mouth gape) เฉลี่ย 333 ไมโครเมตร มีช่วงอายุของระยะพัฒนาการที่สำคัญ คือ yolk-sac larval stage ช่วงอายุ 1 ถึง 2 dph, preflexion larval stage ช่วงอายุ 3 ถึง 12 dph, flexion larval stage ช่วงอายุ 13 ถึง 14-16 dph, postflexion stage ช่วงอายุ 16 ถึง 19 dph และมีรูปร่างและพฤติกรรมลงไปอาศัยอยู่ที่พื้นตู้เมื่อมีอายุได้ 20-25 dph ลูกปลาบู่อมทรายแถบส้ม ซึ่งเป็นชนิดที่สามารถอนุบาลจนรอดพ้นระยะวัยอ่อนได้ เมื่อแรกฟักมีขนาดความยาวเหยียดเฉลี่ย 1.94 มิลลิเมตร ลูกปลาที่ฟักออกมามีพัฒนาการที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ถุงไข่แดงมีขนาดเล็ก ปากเปิดออกหลังจากฟัก (35-40 นาที) มีค่าเฉลี่ยความกว้าง 429.12 ไมโครเมตร มีช่วงอายุของระยะพัฒนาการที่สำคัญ คือ yolk-sac larval stage อายุ 1 dph, preflexion larval stage ช่วงอายุ 1 ถึง 10 dph, flexion larval stage ช่วงอายุ 10 ถึง 17 dph, postflexion stage ช่วงอายุ 17 ถึง 21 dph และมีรูปร่างและพฤติกรรมลงไปอาศัยอยู่ที่พื้นตู้เมื่อมีอายุได้ 54 dph ผลการทดลองและพัฒนาวิธีการอนุบาลลูกปลาสลิดหินม้าลาย ปลาบู่อมทรายแถบส้ม และปลาบู่อมทรายจุดส้มวัยอ่อน ทำให้ประสบผลสำเร็จในการอนุบาลลูกปลาสลิดหินม้าลาย และลูกปลาบู่อมทรายแถบส้มจนรอดพ้นระยะวัยอ่อนและเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย แต่อัตรารอดตายต่ำเพียง 0.02 และ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยผลการทดลองพบว่าใช้โรติเฟอร์และอาร์ทีเมียไม่สามารถใช้ในการอนุบาลลูกปลาสลิดหินม้าลายได้ และพบว่าชนิดของอาหารที่เสริมหรือทดแทนเข้าไป คือ ซิลิเอตและโคพีพอด ขนาดของโคพีพอดที่ใช้ และระยะเวลาการเปลี่ยนอาหาร มีความสำคัญยิ่งต่อการรอดตายของลูกปลาสลิดม้าลายวัยอ่อน สำหรับปลาบู่ อมทรายแถบส้มพบว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ซิลิเอต แต่โคพีพอดมีความสำคัญต่อการรอดตาย ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการรอดตายของตัวอ่อน คือ ขนาดของโคพีพอดที่ใช้ และระยะเวลาการเปลี่ยนอาหาร เช่นเดียวกับที่พบในการอนุบาลลูกปลาสลิดหินม้าลาย ผลการพัฒนาการการเพาะเลี้ยงกุ้งมดแดง (Rhynchocinetes durbanensis) เพื่อการประยุกต์ ใช้ในเชิงพาณิชย์ นอกจากสามารถอนุบาลลูกกุ้งมดแดงวัยอ่อนให้รอดตายผ่านระยะวัยอ่อนจนถึงระยะลงเกาะแล้ว ยังสามารถเพิ่มอัตรารอดตายของกุ้งมดแดงให้สูงขึ้น จนสามารถผลิตลูกกุ้งมดแดงระยะลงเกาะเป็นจำนวนมากได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้ อัตราปล่อยลูกกุ้ง 3 ตัวต่อลิตร อนุบาลลูกกุ้งแรกฟักจนอายุ 19 วัน ด้วยอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมันความเข้มข้น 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่ความหนาแน่นอาร์ทีเมีย 3 ตัวต่อมิลลิลิตร เมื่อลูกกุ้ง มดแดงอายุ 20 วันจนกระทั่งลงเกาะ ให้อาร์ทีเมียเสริมกรดไขมันร่วมกับเนื้อหอยลายสับ ลูกกุ้งเริ่มลงเกาะพื้นเมื่อมีอายุได้ 54 วัน (นับจากแรกฟัก) และลงเกาะครบทุกตัวภายใน 99 วัน โดยมีอัตรารอดเฉลี่ย 19.3 เปอร์เซ็นต์ ในการอนุบาลลูกกุ้งจากแม่กุ้ง 1 แม่ ที่มีจำนวนตัวอ่อนเฉลี่ย 1,470 ตัว ได้ลูกกุ้งมดแดงที่ลงเกาะจำนวนทั้งสิ้น 283 ตัวต่อการอนุบาลลูกกุ้ง 1 ครอก หลังจากลูกกุ้งลงเกาะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 2 - 3 เดือน ลูกกุ้งจะมีขนาดความยาว 2.5 – 3.0 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถจำหน่ายได้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อตัว ซึ่งคิดเป็นเงิน 16,980 บาท ต่อการอนุบาลลูกกุ้ง 1 ครอก และใช้ระยะเวลาในการอนุบาลกุ้งมดแดงตั้งแต่แรกฟักจนถึงขนาดตลาดทั้งสิ้นเป็นระยะเวลา 5 เดือน องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมวิจัยจำนวน 25 เรื่อง ถูกเรียบเรียงในรูปแบบที่เข้าใจง่ายพร้อมภาพประกอบและเผยแพร่ผ่าน Facebook webpage สถานีวิจัยย่อยชะอำ (https://www.facebook .com/chaamstation) ตั้งแต่เผยแพร่จนถึง ณ วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 มีการแสดงบนหน้าฟีดผู้ใช้ (Impression) รวม 137,366 ครั้ง มีผู้ที่เข้าถึงโพส (Reach) รวม 126,256 บัญชี และมีผู้ที่มีส่วนร่วมกับโพส (Engagement) เท่ากับ 10,175 ครั้ง องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการวิจัย จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ การจำแนกกลุ่มโคพีพอดอย่างง่ายสำหรับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเพาะเลี้ยงปลาสลิดหิน (พฤติกรรมการผสมพันธุ์และการวางไข่ของปลาสลิดหินม้าลาย) และการผลิตอาหารผสมเจลาตินสำหรับการเลี้ยงปลาทะเลสวยงาม ถูกนำไปจัดทำหน่วยการเรียนรู้ออนไลน์และเผยแพร่ และมีคู่มือที่เกิดขึ้นจำนวนทั้งสิ้น 7 เรื่อง คือ 1) คู่มือการเพาะเลี้ยงโปรโตซัวกลุ่มซิลิเอต 2) คู่มือการเพาะเลี้ยงโคพีพอด 3) พัฒนาการของคัพภะและลูกปลาวัยอ่อนของปลาสลิดหินม้าลายเพื่อนําไปพัฒนากระบวนการผลิตลูกปลาทะเลสวยงามวัยอ่อนและการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ 4) คู่มือการศึกษาพัฒนาการปลาบู่ทะเลแถบส้มเพื่อการเพาะเลี้ยง 5) คู่มือการเพาะเลี้ยงปลาสลิดหินม้าลาย 6) คู่มือการเพาะเลี้ยงปลาบู่อมทรายแถบส้ม และ 7) คู่มือการเพาะเลี้ยงกุ้งมดแดง และแผ่นพับ 2 เรื่อง คือ 1) แผ่นพับการเพาะเลี้ยงโคพีพอดและซิลิเอต 2) แผ่นพับการเพาะเลี้ยงกุ้งมดแดง องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากโครงการวิจัย ความเชี่ยวชาญของคณะผู้วิจัย และความพร้อมของสิมิลันฟาร์ม ทำให้เกิดแผนพัฒนาฟาร์มและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลการดำเนินงานตามแผนทำให้สิมิลันฟาร์มขยายพื้นที่ฟาร์มด้วยการตั้งสิมิลันฟาร์มขึ้น (2) ผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากการเยี่ยมฟาร์มตามแผนงาน จำนวน 3 ครั้ง ทำให้สิมิลันฟาร์มได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลในแนวปะการังที่เพาะเลี้ยงยาก และองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็น สิมิลันฟาร์มนำเอาความรู้ที่ได้รับ และทักษะการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยการวิจัยไปใช้ และ/หรือปรับปรุงวิธีปฏิบัติให้เกิดขึ้นในฟาร์ม จนฟาร์มได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี พ.ศ. 2553 ตามระเบียบกรมประมงว่าด้วยการออกใบรับรองมาตรฐานการจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม พ.ศ. 2558 ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งรับรองว่าสิมิลันฟาร์ม (2) มีการผลิตสัตว์น้ำสวยงามได้มาตรฐานและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก ผลผลิตมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสินค้า

คำสำคัญ

Breedingการเพาะพันธุ์larval rearingการอนุบาลวัยอ่อนmarine ornamental organismszooplankton cultureการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนสัตว์สัตว์ทะเลสวยงาม

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงาม กลุ่มปลาสลิดหิน (Damselfishes)ปลาบู่ (Gobies) และกุ้งมดแดง (Dancing shrimp)จากธรรมชาติสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

วรเทพ มุธุวรรณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

การพัฒนาระบบการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ (พรีเมี่ยม) เพื่อการเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างศักยภาพการส่งออก

สุรังษี ทัพพะรังสี สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2565

การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงปลาดุกทะเล ในบ่อซีเมนต์ ด้วยหัวกุ้งบด กรณีศึกษาเกษตรกรตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

บัญญัติ ศิริธนาวงศ์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี พ.ศ. 2551

การพัฒนาเทคโนโลยีหลังการจับกุ้งขาว

นางเพ็ญศรี บุญเรือง กรมประมง พ.ศ. 2551

โครงการวิจัยการศึกษาห่วงโซ่อุปทานของสัตว์น้ำอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี : กลุ่มกุ้ง

อดิศร สังข์คร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2558

การใช้เทคโนโลยีทางเลือกเพื่อผลิตสัตว์น้ำอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

สมสมร แก้วบริสุทธิ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2554

การวิจัยและพัฒนาศักยภาพการเพาะและเลี้ยงปลาทะเลสวยงามที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการสนับสนุนธุรกิจปลาตู้น้ำทะเลสวยงามและบ่อแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเชิงการค้า

นิลนาจ ชัยธนาวิสุทธิ์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

การพัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบการเลี้ยงหอยขมเศรษฐกิจ บริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์

บัณฑิตา สวัสดี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2565

การพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามและการขุนกุ้งก้ามกรามไซด์ใหญ่ โดยใช้อาหารต้นทุนต่ำจากแมลงและสารสกัดจากพืชท้องถิ่นในการเร่งการเจริญเติบโต เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้ระบบน้ำหมุนเวียนแบบสมบูรณ์

อุดมลักษณ์ สมพงษ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2566

โครงการ ศึกษาการบริหารจัดการและการนำทรัพยากรประมงมาใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก กรณีศึกษา การเพาะเลี้ยงหอยบริเวณแนวเสาคอนกรีตชะลอคลื่น บ้านตันหยงเปาว์ ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

รุซยี มะสะนิง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564