วิจัยเทคโนโลยีการเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ในรูปแบบต่าง ๆ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยเทคโนโลยีการเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์มี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ศึกษาการเลี้ยงปูม้า (Portunus pelagicus) ของเกษตรกรเพื่อทราบข้อมูลและรูปแบบการเลี้ยงปูม้าในปัจจุบัน พบว่าฟาร์มเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เกษตรกรมีการเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติในระบบบ่อดินผสมผสานกับสัตว์น้ำชนิดอื่น ที่มีการจัดการน้ำและอาหารแบบกึ่งธรรมชาติ โดยยังไม่มีรูปแบบการจัดการเลี้ยงที่ชัดเจน บ่อเลี้ยงมีขนาดตั้งแต่ 1 ถึง 75 ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตโดยการทยอยจับและขายแพปลาโดยตรง ต้นทุนหลักเป็นค่าลูกพันธุ์ คิดเป็น 76.41% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ปัญหาหลักคือคุณภาพน้ำด้านความเค็มและการแข่งขันราคาช่วงที่มีผลผลิตปูม้าธรรมชาติมาก ส่วนที่ 2 ศึกษาเทคนิคการเลี้ยงปูม้าแบบต่างๆ เพื่อหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาการเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วย 3 การทดลอง การทดลองแรก เลี้ยงปูม้าแบบผสมผสานกับสัตว์น้ำชนิดอื่นในบ่อดินขนาด 1,200 ตารางเมตร ปล่อยลูกปูม้าลงเลี้ยง 800 ตัวต่อบ่อที่อัตราความหนาแน่น 2 ตัวต่อ 3 ตารางเมตร ร่วมกับกุ้งแชบ๊วยและให้อาหารเม็ดกุ้ง (แบบที่ 1) และเลี้ยงร่วมกับกุ้งธรรมชาติและเสริมปลาสดเป็นอาหาร (แบบที่ 2) พบว่าการเลี้ยงปูม้าร่วมกับกุ้งธรรมชาติมีอัตราการเจริญเติบโตที่อายุการเลี้ยง 42 วันดีกว่าการเลี้ยงร่วมกับกุ้งแชบ๊วย 1.6 เท่าและสามารถเลี้ยงได้ต่อเนื่อง 162 วัน มีความกว้างกระดอง ความยาวกระดอง และน้ำหนักเฉลี่ยรายตัวเท่ากับ 113.9?7.2 มิลลิเมตร 62.9?3.9 มิลลิเมตร และ 134.1?22.7 กรัม ตามลำดับ การทดลองที่ 2 ศึกษาการเลี้ยงปูม้าแบบพัฒนาในระบบบ่อดินขนาด 200 ตารางเมตร ด้วยอาหารสำเร็จรูปเป็นเวลา 9 สัปดาห์ ประกอบด้วย 2 การทดลองย่อย การทดลองย่อยที่ 1 ทดสอบการเลี้ยงปูม้าด้วยอาหารสำเร็จรูปกุ้งทะเลกับปลาสด พบว่าปูม้าที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปกุ้งทะเลมีการเจริญเติบโตด้านความกว้างกระดองมากกว่าปูม้าที่เลี้ยงด้วยปลาสดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p0.05) ร้อยละผลผลิต (% yield) ของปูม้าเพศเมียที่ผ่านการนึ่งทั้งตัวและเนื้อปูม้าแกะของเพศผู้ที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปกุ้งทะเลมากกว่าปลาสดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p0.05) ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสไม่พบความแตกต่างของกลิ่นรส รวมทั้งความชอบรวมของปูม้าที่เลี้ยงด้วยอาหารทั้ง 2 ชนิด (p>0.05) การทดลองย่อยที่ 2 ทดสอบการเลี้ยงปูม้าด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูปปูม้าและปลาสด พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของขนาด อัตราการเจริญเติบโต FCR และ PER อัตรารอดตาย และร้อยละผลผลิตของปูม้านึ่งทั้งตัวและเนื้อปูแกะระหว่างชุดการทดลอง (p>0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับปูม้าธรรมชาติพบว่าปูม้าที่เลี้ยงด้วยปลาสดมีกลิ่นและรสไม่แตกต่างจากปูม้าธรรมชาติ (p>0.05) แต่ปูม้าที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปปูม้ามีกลิ่นอาหารเม็ดสำเร็จรูปและรสหวานกว่าปูม้าจากธรรมชาติ (p0.05) แต่ปูม้าที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปปูม้าแบบนิ่มมีอัตรารอดตายสูงกว่าปูม้าที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ปูม้าที่ได้รับอาหารทุกชนิดมีพัฒนาการของรังไข่จนถึงระยะ previtellogenic oocyte (Oc2) และปูม้าที่ได้รับอาหารสำเร็จรูปกุ้งทะเลและปลาสดมีระยะพัฒนาการถึง premature ovary (vitellogenic oocyte Oc3) ค่าคุณภาพน้ำในการศึกษานี้เป็นไปตามมาตรฐานที่แนะนำ โดยความเค็มที่แปรผันตามฤดูกาลอาจส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปูม้าในระบบบ่อดินได้ การศึกษานี้สรุปได้ว่าฟาร์มเลี้ยงปูม้าในปัจจุบันยังไม่แพร่หลาย มีลักษณะการเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติและยังไม่มีรูปแบบการเลี้ยงที่ชัดเจน ยังมีโอกาสพัฒนาการเลี้ยงปูม้าหากมีการปรับการจัดการเลี้ยงให้เหมาะสม การเลี้ยงปูม้าแบบพัฒนาในระบบบ่อดินสามารถใช้อาหารสำเร็จรูปแทนปลาสดได้ ปูม้าที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปปูม้ามีกลิ่นอาหารสำเร็จรูปและรสหวานเข้มกว่าปูม้าจากธรรมชาติ การเลี้ยงปูม้าในกล่องพลาสติกในระบบโรงเรือนที่มีระบบน้ำหมุนเวียนแบบกึ่งปิดมีศักยภาพในการผลิตปูไข่ และอาหารสำเร็จรูปปูม้าแบบนิ่มผสมเจลาตินมีความเหมาะสมในการใช้ขุนเลี้ยงปูม้า ควรศึกษาเพิ่มเติมอัตราความหนาแน่นของสัตว์น้ำที่เลี้ยงแบบผสมผสานกับปูม้าและการจัดการที่เหมาะสม พัฒนาเทคนิคการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าต้นทุนต่ำเพื่อส่งเสริมเกษตรกร ขยายผลการเลี้ยงปูม้าแบบพัฒนาในบ่อดินที่มีขนาดบ่อใหญ่ขึ้น และพัฒนาอาหารสำเร็จรูปปูม้าแบบนิ่มให้มีดัชนีรังไข่เพิ่มขึ้น