การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในการขนส่งปูม้ามีชีวิตแบบไมใช้น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในการขนส่งปูม้ามีชีวิตแบบไม่ใช้น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่า มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการหายใจต่อการมีชีวิตของปูม้าภายหลังสลบด้วยน้ำเย็นและการบรรจุโดยสัมผัสกับออกซิเจน นำไปสู่การสร้างต้นแบบการบรรจุปูม้าแบบไม่ใช้น้ำ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการขนส่งปูม้าแบบไม่ใช้น้ำให้แก่ชาวประมงและผู้ประกอบการ ผลการศึกษาอัตราการหายใจของปูม้าด้วยเทคนิค Gas Chromatography พบว่า ปูม้าเพศเมียมีอัตราการบริโภคออกซิเจนสูงกว่าเพศผู้ สามารถอธิบายได้ด้วยสมการ Exponential โดยเพศเมียมีสมการ y = 7.0937 e^(-0.17x) และเพศผู้มีสมการ y = 3.5623 e^(-0.12x) จากการคำนวณอัตราการบริโภคออกซิเจนที่ระยะเวลา 15 ชั่วโมง ปูม้าเพศเมียมีการบริโภคออกซิเจน 38.47 มิลลิกรัมต่อกรัม ในขณะที่เพศผู้มีการบริโภคออกซิเจนอยู่ที่ 24.78 มิลลิกรัมต่อกรัม อย่างไรก็ตามจากการทดลองหลายซ้ำ พบว่าปูม้าเพศเมียมีอัตรารอดมากกว่าเพศผู้ และการศึกษาวัสดุให้ความเย็นภายในกล่องบรรจุที่ควบคุมให้มีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 15-20 องศาเซลเซียส พบว่า ขวดน้ำแข็งขนาด 330 มิลลิลิตร รักษาความเย็นได้นานที่สุด 19.01?0.96 ชั่วโมง รองลงมาคือ เจลเย็นขนาด 300 มิลลิลิตร นาน 17.88?0.04 ชั่วโมง ส่วนวัสดุธรรมชาติ คือ ผักตบชวาอบแห้ง สามารถรักษาอุณหภูมิได้เป็นอันดับสาม คือ 15.77?2.72 ชั่วโมง เมื่อพิจารณาถึงความสะดวกต่อการใช้งานและต้นทุน จึงได้เลือกขวดน้ำแข็ง และเจลเย็นมาทดลองในขั้นต่อไป ผลศึกษาการบรรจุปูม้าเฉพาะเพศผู้จำนวน 20 ตัว ในถุง HDPE ขนาด 30x50 นิ้ว วางถุงในกล่องโฟมขนาด 34x47x35 เซนติเมตร แล้วเติมออกซิเจน มัดถุง จากนั้นวางขวดน้ำแข็งขนาด 330 มิลลิลิตร จำนวน 4 ขวด วางไว้ตรงมุมกล่อง เปรียบเทียบกับการวางเจลเย็น 4 แพ็ค วางไว้ที่จุดเดียวกัน พบว่าปูม้ามีอัตราการรอดตายร้อยละ 90?7.07 และ 95?7.07 ตามลำดับ และเมื่อเพิ่มปริมาณบรรจุปูม้าเป็น 40 ตัวต่อกล่อง ปูม้ามีอัตราการรอดตายร้อยละ 51.3?1.8 องค์ประกอบทางเคมีของปูม้าก่อนการทดลอง มีโปรตีนร้อยละ 18.29?0.51 ไขมันร้อยละ 0.38?0.14 เถ้าร้อยละ 2.29?0.23 ความชื้นร้อยละ 79.40?0.11 ไฟเบอร์ร้อยละ 0.43?0.08 และเกลือร้อยละ 0.62?0.08 ในขณะที่ปูม้าหลังการทดลองมีโปรตีนร้อยละ 17.47?0.89 ไขมันร้อยละ 0.29?0.03 เถ้าร้อยละ 2.30?0.26 ความชื้นร้อยละ 80.33?0.85 ไฟเบอร์ร้อยละ 0.54?0.16 และเกลือร้อยละ 0.62?0.08 พบว่า ค่าไขมันและเถ้าของปูม้าก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) สำหรับการทดสอบทางประสาทสัมผัส คะแนนการยอมรับรวมของปูม้าสดขณะดิบก่อนการทดลองได้คะแนนการยอมรับรวม 8.00?0.67 เมื่อนึ่งได้คะแนนการยอมรับรวม 7.60?0.70 สำหรับปูม้าหลังการทดลอง ขณะดิบได้คะแนนการยอมรับรวม 7.70?1.16 เมื่อนึ่งได้คะแนนการยอมรับรวม 7.70?0.67 ซึ่งแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) คำนวณต้นทุนการขนส่งปูม้ามีชีวิต จากผู้รวบรวมปูม้า 3 ราย ที่มีกำลังบรรทุก 120, 200 และ 240 กิโลกรัมต่อเที่ยว พบว่า การขนส่งทางรถยนต์แบบใช้น้ำไปยังเชียงใหม่ มีต้นทุน 706.66, 680.71 และ 816.76 บาทต่อปูม้า 1 กิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนจากการขนส่งปูม้าแบบไม่ใช้น้ำ อยู่ที่ 657.79, 626.51 และ 705.49 บาทต่อปูม้า 1 กิโลกรัม