การพัฒนาวัคซีนแบบใช้เปปไทด์เป็นพื้นฐานเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ จากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า SARS-CoV-2 ซึ่งมีอัตราการกลายพันธุ์สูง โดยการกลายพันธุ์ส่วนใหญ่มักเกิดที่บริเวณ Receptor binging domain (RBD) บน Spike Protein ซึ่งเป็นส่วนสาคัญที่ไวรัสใช้ในการบุกรุกเข้าสู่เซลล์เป้าหมาย ส่งผลทาให้วัคซีนที่พัฒนาจากเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ใช้ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสลดลง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา multi-epitope peptide-based vaccine platform สาหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและออกแบบวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 สายพันธุ์ที่น่ากังวล โดยในงานวิจัยได้มีการนาเอาส่วน RBD ที่เป็นตาแหน่ง Epitopes ของ Imdevimab และ Sotrovimab ซึ่งเป็นแอนติบอดี้ที่สามารถกาจัดไวรัส SAR-CoV-2 ได้หลากหลายสายพันธุ์ มาออกแบบเพื่อสร้างเป็นโมเลกุลโปรตีนในรูปแบบ Multi-epitope chimeric protein ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ Loop insertion epitope vaccines (A1-A3) และImmunogenic epitope vaccines (B1-B2) โดยในแต่ละรูปแบบจะทาการออกแบบเป็นรูปแบบย่อยได้อีก 3 รูปแบบ ได้แก่ Full-length (F), Cholera Toxin B (C) และ Vaccine epitopes (V) ทั้งนี้จากการศึกษาการแสดงออกของโปรตีนลูกผสม Multi-epitope chimeric protein พบว่ามีเพียงเฉพาะโปรตีนลูกผสมชนิด Immunogenic epitope vaccines ในรูปแบบ B1V/pTAT ที่สามารถเกิดการแสดงออกของโปรตีนได้อย่างเสถียรและมีการเสียสภาพของโปรตีนที่น้อยกว่าโปรตีนลูกผสมในรูปแบบอื่นๆ โดยจะแสดงออกได้ใน E. coli สายพันธุ์ BL21 (DE3) ที่ถูกเหนี่ยวนาให้ผลิตโปรตีนด้วย 1 mM IPTG ที่อุณหภูมิ 16 ?C เป็นระยะเวลา 16 ชั่วโมง ทั้งนี้โปรตีนลูกผสม B1V ที่ผลิตได้จะอยู่ในรูปแบบของโปรตีนที่ไม่ละลายน้า (insoluble protein) แต่ยังคงมีคุณสมบัติที่สามารถเกิดปฏิสัมพันธ์กับ Imdevimab antibody ได้ และเมื่อนาไปผลิตเป็น Polyclonal antibodies ก็พบว่า Polyclonal antibodies ที่ผลิตได้นั้นสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการทางานของ Spike (RBD) ของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 สายพันธุ์ต่างๆ ได้ดีที่สุดที่ระดับการเจือจางที่ 1:2 โดยสามารถยับยั้งการทางานของ Spike (RBD) ของสายพันธุ์ Wild-Type (WT), Omicron BA.1 และ Omicron BA.2 ได้ถึง 66.08%, 88.08% และ 75.18% ตามลาดับ ด้วยเหตุนี้วัคซีนชนิด Immunogenic epitope (B1V) จึงมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถนาไปพัฒนาเป็นวัคซีนสาหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 คาสาคัญ: โรคโควิด 19/ วัคซีน/ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019