การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนในเด็กไทยหลังได้รับวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐาน ตามแผนการให้วัคซีนของประเทศ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
<p>ในปี พ.ศ. 2520 ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (Expanded Program on Immunization, EPI) ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้มีบทบาทในการกําหนดนโยบายและมาตรฐานการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และดำเนินการภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานได้มีการปรับตารางวัคซีนพื้นฐานที่เด็กไทยจำเป็นต้องได้รับให้เหมาะกับยุคสมัย โดยอาศัยข้อมูลทางระบาดวิทยา ความชุกและรุนแรงของโรค และประสิทธิภาพของวัคซีน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเหมาะสมกับสถานกาณ์โรคติดเชื้อในปัจจุบัน และก้าวทันกับโรคติดเชื้อที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในปัจจุบันมี วัคซีนพื้นฐาน (compulsory vaccines) ที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กแรกเกิด ถึง อายุ 4 ปี ในปี พ.ศ. 2562 มีจำนวน 11 โรคได้แก่ วัณโรค คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ตับอักเสบบี เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิบ หัด หัดเยอรมัน คางทูม และไข้สมองอักเสบเจอี การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนในเด็กไทย อาจมีความแตกต่างกับเด็กในชาติอื่น เนื่องจากพันธุกรรม ภาวะโภชนาการ ความเจ็บป่วย และโรคที่ระบาดในแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกัน ประเทศไทย จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนจำเป็นในเด็ก เพื่อกำหนดแนวนโยบายการให้วัคซีนที่เหมาะสมสำหรับบริบทของประเทศไทยต่อไป</p> <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า โดยผู้วิจัยจะศึกษาระดับภูมิคุ้มกันของโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิบ หัด หัดเยอรมัน คางทูม ในบุตรที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน (Boostrix, GSK, Rixensart, Belgium) ขณะอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ ทารกทุกรายได้รับการตรวจติดตามและฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่ปรับใหม่ในปี พ.ศ. 2557 โดยติดตามตั้งแต่แรกเกิด ถึงอายุ 6 ปี ภูมิคุ้มกันชนิด IgG ต่อ pertussis toxin (PT), filamentous haemagglutinin (FHA) and pertactin (PRN), Diphtheria Toxin (DT), Tetanus toxin (TT), <em>Haemphillus influenzae</em> type B (Hib), measles, mumps and rubella virus จะตรวจโดยวิธี enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) ตรวจภูมิคุ้มกันชนิด neutralizing antibody ต่อไวรัสหัด จะตรวจโดยวิธี viral pseudotype-based neutralization assay ภูมิคุ้มกันชนิดอาศัยเซลล์ต่อ pertussis toxin ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในการก่อโรคไอกรน จะตรวจโดยวิธีนำเม็ดเลือดขาวของเด็กมากระตุ้นด้วย heat-inactivated PT ในหลอดทดลอง แล้วนำมาดู cell proliferation, วิเคราะห์หา cytokine ต่างๆ (Th1, Th2 และ Th17 cytokines) ในน้ำเลี้ยงเซลล์และวิเคราะห์ชนิดของ cytokine producing CD4+ T cell โดยวิธี intracellular cytokine staining assay ภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี จะตรวจโดยวัดระดับ HBsAg, anti-HBs และ anti-HBc ด้วยวิธี Chemiluminescent microparticle immunoassay (CMIA) โดยใช้เครื่องมือชื่อ Architec (Abbott laboratory, Weisbaden Germany)</p> <p>ผลการศึกษานี้จะบ่งบอกถึงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนในเด็กไทย ที่รับวัคซีนตามแผนการให้วัคซีนแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ในการนำไปวางนโยบายการให้วัคซีนในเด็กไทยต่อไป</p>