Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ส้มโอเนื้อสีแดงเพื่อการส่งออก

ทวีศักดิ์ แสงอุดม กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การพัฒนาพันธุ์ส้มโอเนื้อสีแดงเพื่อการส่งออก ดำเนินการในระหว่างตุลาคม 2560 ถึงกันยายน 2564 โดยรวบรวมพันธุ์ส้มโอ ณ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จำนวน 35 พันธุ์ และศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา จำนวน 31 พันธุ์ และคัดเลือกพันธุ์พ่อแม่โดยเน้นพันธุ์ที่มีสีแดงและ/หรือรสชาติดี ได้แก่ ทองดี ทับทิมสยาม หอมหาดใหญ่ ท่าชัย 32 แดงเวียดนาม ขาวใหญ่ Chandler และ Moro ทำการผสมพันธุ์ส้มโอจำนวน 30 คู่ผสม 2,374 ต้น ณ แปลงพ่อแม่พันธุ์ส้มโอของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีและศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย และต้นกล้าลูกผสมจะนำไปเสียบข้างบนต้นตอจากพันธุ์ดั้งเดิมที่ให้ผลผลิตแล้ว เพื่อทำการคัดเลือกพันธุ์ต่อไป นอกจากนี้ พบว่า คู่ผสมที่ให้จำนวนเมล็ดมากที่สุดคือ ขาวใหญ่xทองดี 111 เมล็ด รองลงมา คือ ท่าชัย32 x หอมหาดใหญ่ 109 เมล็ด และ Chandler xหอมหาดใหญ่ 103 เมล็ด ตามลำดับ คู่ผสมที่ให้จำนวนเมล็ดน้อยที่สุดคือ Moro x ทับทิมสยาม 2 เมล็ด คู่ผสมที่มีเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดมากที่สุดคือ ทับทิมสยาม x Chandler 100% รองลงมา คือ Moro x ทองดี 92.21% ขาวใหญ่ x ทองดี 90.99% ตามลำดับ สำหรับ คู่ผสมที่มีเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดน้อยที่สุดคือ แดงเวียดนาม xทับทิมสยาม 22.97% สำหรับการวิเคราะห์หาสารสำคัญต่างๆ ในพ่อแม่พันธุ์และพันธุ์การค้าของประเทศไทย ได้แก่ Beta-carotene Lycopene total Antioxidant (trolox) และ Total Carotenoids โดยพันธุ์ที่มีเนื้อสีแดง เช่น ทับทิมสยาม ปูโก Chandler และหอมหาดใหญ่ มีปริมาณ Beta-carotene และ Lycopene มากกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อสีชมพู (ทองดี ท่าข่อย ปัตตาเวีย และท่าชัย 32) และพันธุ์ที่มีเนื้อสีขาว (ขาวหอม ขาวใหญ่ และขาวน้ำผึ้ง) โดยพันธุ์หอมหาดใหญ่มี Beta-carotene มากที่สุด คือ 238.44 ug/100g พันธุ์ขาวหอมมีปริมาณ Beta-carotene น้อยที่สุด 5.71 ug/100g สำหรับ Lycopene พบในพันธุ์ทับทิมสยามมากที่สุด 3,932.61 ug/100g ขณะที่ Total Antioxidant (trolox) พบในพันธุ์ Chandler มากที่สุด 120.72 mg eq Trolox /100g และในพันธุ์ปัตตาเวียมีปริมาณ Total Antioxidant (trolox) น้อยที่สุด คือ 32.17 mg eq Trolox /100g ปริมาณ Total Carotenoids พบในพันธุ์ปูโกมากที่สุด 5,302 mg/kg พบในพันธุ์ขาวหอมน้อยที่สุด <5 mg/kg นอกจากนี้ยังพบว่า พันธุ์ที่มีเนื้อสีแดง มีแนวโน้มที่มีปริมาณ Vitamin C น้อยกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อสีชมพูและสีขาว พบมากที่สุดในพันธุ์ท่าชัย 32 30.87 mg/100 ml และพบน้อยที่สุดในพันธุ์หอมหาดใหญ่ 15.44 mg/100 ml สำหรับปริมาณกรด (%TA) พบน้อยที่สุดในพันธุ์ทับทิมสยาม 0.29% แต่พบปริมาณกรดมากที่สุดในพันธุ์ปัตตาเวีย 1.21% ขณะที่ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ (%TSS) มีปริมาณใกล้เคียงกันในทุกพันธุ์

คำสำคัญ

ส้มโอCultivarสายพันธุ์pummelored fleshเนื้อสีแดง

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การปรับปรุงพันธุ์ส้มโอ

ณรงค์ แดงเปี่ยม กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2558

การศึกษาไวรอยด์ในส้มโอเพื่อการส่งออกส้มโอ

คนึงนิตย์ เหรียญวรากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2554

การศึกษาต้นแบบการผลิตส้มโอในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยใช้ส้มโอพันธุ์ทองดี อำเภอบ้านแท่น เป็นกรณีศึกษา และการพัฒนาศักยภาพส้มโอเนื้อสีแดง เพื่อเป็น อัตลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิ

สังคม เตชะวงค์เสถียร มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2554

การศึกษาช่องทางการจำหน่ายส้มโอ ของกลุ่มพัฒนาคุณภาพส้มโอ จังหวัดสมุทรสงคราม

ทิพวรรณ ลิมังกูร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2556

โครงการวิจัยการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ส้มเปลือกล่อน

ธีรวุฒิ ชุตินันทกุล กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2564

โครงการวิจัยการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ส้มเปลือกล่อน

นายทรงพล สมศรี กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2558

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออกในแหล่งปลูกจังหวัดเชียงราย

วีระ วรปิติรังสี กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2560

การวิเคราะห์สายพันธุ์ส้มสีทองน่านด้วยเครื่องหมายพันธุกรรม

สุภาวดี ศรีแย้ม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พ.ศ. 2563

การสะสมคาโรทีนอยด์และการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์คาโรทีนอยด์ในระหว่างการเจริญเติบโตและการสุกของผลส้มจุก

สมัคร แก้วสุกแสง มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. 2564

แผนงานวิจัยและพัฒนาส้มโอ

นางสาวดวงพร อมัติรัตนะ กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2553