การผสมสมุนไพรขมิ้นชันกับแบคเทอริโอเฟจเพื่อเสริมฤทธิ์ในการควบคุมเชื้อแบคทีเรีย Acinetobacter baumannii ที่ดื้อยาปฏิชีวนะหลายขนาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในปัจจุบันปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพของเชื้อแบคทีเรีย Acinetobacter baumannii เพิ่มขึ้นทั่วโลก สาเหตุเนื่องจากการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสม แบคเทอริโอเฟจหรือเฟจเป็นไวรัสที่เป็นศัตรูของแบคทีเรียโดยธรรมชาติ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างจำเพาะ วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยนี้ คือ การนำสมุนไพรขมิ้นชันมาผสมกับเฟจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย A. baumannii ผลการวิจัยสามารถคัดแยกเฟจ 15 เฟจที่จำเพาะต่อเชื้อแบคทีเรีย A. baumannii จากตัวอย่างน้ำ 100 ตัวอย่าง (อัตราการแยกเฟจ คือ 15.00%) จากนั้นคณะผู้วิจัยได้เลือกเฟจตัวหนึ่ง คือ vB_AbaSI_1 มาเพื่อใช้ทดสอบผสมกับขมิ้นชันสูตรต่างๆ โดยคุณสมบัติของเฟจนี้คือ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย A. baumannii ได้ 34/143 ไอโซเลท (23.8%) ของเชื้อแบคทีเรียที่ทดสอบ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าเฟจตัวอื่นที่แยกได้ สามารถผลิตเฟจรุ่นลูกได้จำนวนมาก (136 Plaque forming units ต่อหนึ่งเซลล์ที่ติดเชื้อ) และมีความเสถียรค่อนข้างสูงในช่วงค่า pH 3-11 นอกจากนั้นคณะผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของเฟจ vB_AbaSI_1 ทำให้ทราบว่าเฟจที่แยกได้นี้เป็นโปรเฟจและเป็นเฟจชนิดใหม่ต่างจากที่มีรายงานก่อนหน้านี้ ผลการทดสอบผสมสารสกัดเคอร์คูมินร่วมกับเฟจ vB_AbaSI_1 พบว่าการผสมสารสกัดเคอร์คูมินร่วมกับเฟจเกิดผลเสริมฤทธิ์กัน (synergistic effect) ทำให้ยับยั้งการเจริญเติบโตเชื้อแบคทีเรีย A. baumannii 131 (ความเข้มข้น 106 CFU/ml) ได้ดีกว่าการใช้สารเคอร์คูมินหรือเฟจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คณะผู้วิจัยได้ผสมสารเคอร์คูมินกับเฟจ vB_AbaSI_1 สูตรต่างๆ จำนวน 3 สูตรเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ได้แก่ สูตร CP1-3 พบว่าสูตรที่ดีที่สุดในการควบคุมเชื้อแบคทีเรีย คือ การเติมน้ำยาสูตร CP3 2 ครั้ง (double dose) ในชั่วโมงที่ 0 และ 1 ทำให้สามารถลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย A. baumannii 131 จนไม่สามารถตรวจพบเชื้อแบคทีเรียตั้งแต่ชั่วโมงที่ 1 ได้นานถึงชั่วโมงที่ 5 ที่อุณหภูมิ 37oC และนานถึง 6 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง อย่างไรก็ตามการควบคุมเชื้อแบคทีเรียด้วยน้ำยาสูตร CP3 จะตรวจพบเชื้อแบคทีเรียในระยะต่อมาที่ 24 ชั่วโมง นอกจากนั้นคณะผู้วิจัยได้ทดลองสูตรการผสมสารสกัดหยาบจากเหง้าขมิ้นชันร่วม กับเฟจจำนวน 2 สูตร ได้แก่ สูตร TP1 และ TP2 ผลการทดสอบพบว่า สูตร TP2 ดีกว่าสูตร TP1 และสูตร CP3 คือ สามารถควบคุมเชื้อแบคทีเรีย A. baumannii 131 จนไม่สามารถตรวจพบเชื้อแบคทีเรียได้ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 24 ได้นานถึง 48 ชั่วโมง สาเหตุที่ทำให้สูตร TP2 มีประสิทธิภาพดีกว่าสูตร CP3 อาจเนื่องจากสูตร TP2 ใช้สารสกัดหยาบจากเหง้าขมิ้นชันซึ่งมีสารออกฤทธิ์อื่นปนอยู่ด้วย ผลการทดลองทั้งหมดดังกล่าวยืนยันว่าขมิ้นชันมีคุณสมบัติช่วยเสริมฤทธิ์เฟจในการยับยั้งการเจริญเติบโตเชื้อแบคทีเรีย จึงมีศักยภาพในการศึกษาต่อยอดเพื่อใช้เป็นทางเลือกในการรักษาแผลติดเชื้อแบคทีเรีย A. baumannii ดื้อยาต้านจุลชีพ อันจะช่วยยก ระดับสินค้าเกษตรขมิ้นชันให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น