Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2563

การศึกษาเภสัชจลนศาสตร์และประสิทธิผลในการฆ่าพยาธิของสารสกัดจากรากหนอนตายหยาก เพื่อประเมินขนาดและระยะเวลาในการให้สารสกัดสำหรับ ฆ่าพยาธิตัวจี๊ดในหนูทดลอง

อุรุษา แทนขำ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2563

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

โรคพยาธิตัวจี๊ดจัดเป็นโรคพยาธิที่มีความสำคัญทางสาธารณสุข และยาแผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้ผลเต็มที่จึงเป็นที่มาให้คณะผู้วิจัยสนใจที่จะพัฒนายารักษาโรคนี้ในผู้ป่วยจากสมุนไพรที่หาได้ภายในประเทศ ที่ผ่านมาคณะผู้วิจัยได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) รหัสโครงการ CRP5705020410 ค้นพบพืชสายพันธุ์หนอนตายหยากเล็ก Stemona collinsiae สายพันธุ์ไทย ที่มีสารออกฤทธิ์สำคัญ Didehydrostemofoline ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าตัวอ่อนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะก่อโรคในคนโดยมี LC50 ที่ 38.05 ?g/ml ดังนั้นในการพัฒนาสารสกัดหยาบรากหนอนตายหยากจึงกำหนดให้ สารDidehydrostemofoline เป็น chemical marker โดยมีปริมาณคงที่ที่ 2.5% ของสารสกัดหยาบเพื่อควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์สำคัญเพื่อใช้เป็นสารทดสอบต่อไป โดยการพัฒนานี้ได้มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และเนื่องจากผลของการศึกษาในโครงการที่ 2 รหัสโครงการ CRP6005020930 พบว่าสารสกัดตามกรรมวิธีข้างต้นมีความปลอดภัยต่อ Wistar rat เมื่อทดสอบความเป็นพิษพบค่าความเข้มข้นที่ปลอดภัยต่อสัตว์ทดลองที่ 500 mg/kg BW โดยไม่มีผลต่อจุลพยาธิสภาพของสัตว์ทดลองเมื่อทดสอบความเป็นพิษกึ่งเรื่อรัง จากผลข้างต้นชี้ให้เห็นความปลอดภัยสารสกัดหยาบรากหนอนตายหยากหากจะนำมาเป็นยารักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดในการศึกษานี้คณะผู้วิจัยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยต่อเนื่องจากสำนักงานการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) รหัสโครงการรหัสโครงการ CRP6305031500 เพื่อทดสอบประสิทธิผลของสารสกัดฯ หากใช้เป็นยารักษาการติดเชื้อพยาธิตัวจี๊ดในหนูทดลอง โดยมีขั้นตอนการทำวิจัยเริ่มจาก 1) การพัฒนาวิธีการตรวจหา Didehydrostemofoline ในพลาสมา Wistar rat ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ 2) การศึกษาข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์ของสาร Didehydrostemofoline เมื่อ Wistar rat ได้รับสารสกัดหยาบฯ ความเข้มข้น 500 mg/kg BW เพื่อนำข้อมูลไปใช้สำหรับการวางแผนการให้สารแก่หนูทดลองติดเชื้อพยาธิตัวจี๊ด 3) การนำข้อมูลความเข้มข้นของสาร Didehydrostemofoline ที่ 1 ?g/ml ซึ่งเป็นความเข้มข้นสูงสุดที่พบในพลาสมามาทดสอบระยะเวลาของสารสกัดฯ ในการฆ่าพยาธิในจานเลี้ยงเชื้อ เพื่อประมาณระยะเวลาที่สารสกัดความเข้มข้นต่ำนี้มีผลต่อพยาธิ 4) ประเมินประสิทธิผลของสารสกัดหยาบฯ ความเข้มข้น 500 mg/kg BW ในการรักษาพยาธิตัวจี๊ดในหนูทดลอง จากการลดลงของพยาธิตัวจี๊ดในหนูหลังได้รับสารสกัดหยาบเมื่อเทียบกับผลของยาอัลเบนดาโซล และ 5) การศึกษาผลของสารสกัดต่อการเปลี่ยนแปลงสัณฐานและผลทางจุลพยาธิวิทยาเพื่อศึกษาการตอบสนองภูมิคุ้มกันของโฮสต์ต่อพยาธิเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาอัลเบนดาโซลและกลุ่มควบคุมผลการศึกษาข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ของสารสารสกัดหยาบรากหนอนตายหยากเล็ก S. collinsiae พบว่าเมื่อป้อนสารขนาด 500 mg/kg BW พบความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ Didehydrostemofoline ในพลาสมาคือ 1 ?g/ml ซึ่งน้อยกว่าค่า LC50 ที่สาร Didehydrostemofoline สารมารถฆ่าพยาธิตัวจี๊ดในจานเลี้ยงเชื้อ 40 เท่า โดยมีค่าครึ่งชีวิตที่ 2 ชั่งโมงและค่าพื้นที่ใต้ curve แสดงช่วงเวลาที่มีสารอยู่ในพลาสมาประมาณ 5 ชั่วโมง ดังนั้นการกำหนดขนาดสารสกัดในการใช้ทดสอบประสิทธิผลของสารสกัดหยาบรากหนอนตายหยากจึงกำหนดโดยใช้ความเข้มข้นที่ 500 mg/kg BW โดยป้อนวันละ 3 เวลาห่างกัน 8 ชั่วโมง และเนื่องจากสารออกฤทธิ์ที่พบในพลาสมาต่ำและไม่สามารถฆ่าพยาธิตัวจี๊ดในจานเลี้ยงเชื้อได้ การกำหนดจำนวนวันจึงให้ตามยาอัลเบนดาโซลคือ 21 วันต่อเนื่อง หลังจากป้อนสารตามขนาดดังกล่าวพบผลประสิทธิผลของสารสกัดฯ โดยสามารถลดจำนวนตัวจี๊ดได้ถึง 51.5% โดยพบลักษณะเกิดซีสต์หุ้มเช่นเดียวกับกลุ่มควบคุม โดยซีสต์ของกลุ่มสารสกัดฯ มีแนวโน้มตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของหนูในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญหลังหยุดให้สารสกัดฯ 10 วัน โดยซีสต์ส่วนใหญ่อยู่ในไขมันบริเวณผิวหนังชั้น subcutaneous ในขณะที่ผลของยาอัลเบนดาโซล แม้นจำนวนพยาธิในร่างกายจะลดลงถึง 85.2% แต่พยาธิในร่างกายหนูทดลอง มีแนวโน้มไม่ลดความสามารถในการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยที่ตัวพยาธิไม่ปรากฎซีสต์มาหุ้ม โดยพบระดับเซลล์ภูมิคุ้มกันในระดับต่ำอย่างไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับพยาธิกลุ่มควบคุม ในขณะที่พยาธิยังสามารถชอนไชได้โดยพบในกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ผลการศึกษานี้แสดงประสิทธิผลเบื้องต้นของสารสกัดรากหนอนตายหยากและแนวโน้มระดับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและเซลล์ภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มหนูทดลองติดเชื้อพยาธิตัวจี๊ดที่ได้รับสารสกัดฯ และกลุ่มที่ได้รับยาอัลเบนดาโซล เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้มศักยภาพของสารสกัดฯ ในการเป็นยารักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี เพื่อให้ได้ข้อมูลสำคัญในการพัฒนาสารสกัดฯ เป็นยารักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดยังต้องการการยืนยันผลการทดสอบดังกล่าวให้ชัดเจนโดยเพิ่มการทดสอบและให้มีผลยืนยันการทดสอบเป็นค่าทางสถิติระหว่างกลุ่มทดสอบต่อไป จากการศึกษานี้ คณะผู้วิจัยมีความคาดหวังว่า สารสกัดหยาบรากหนอนตายหยากเล็ก S. collinsiae จะสามารถพัฒนาต่อยอดต่อไปเป็นยารักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดในผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้เกิดอาการซ้ำ (recurrence) ของพยาธิหลังจบการให้ยา ซึ่งเป็นปัญหาของการใช้ยาอัลเบนดาโซลเพื่อการรักษาในปัจจุบัน โดยศักยภาพของการเป็นยารักษาโรคพยาธิของพืชหนอนตายหยากเล็ก S. collinsiae เป็นข้อมูลสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าของพันธุ์พืชสมุนไพรไทยสู่ยารักษาโรคพยาธิต่อไปในอนาคต

คำสำคัญ

Gnathostoma spinigerumAnthelminthic drugพยาธิตัวจี๊ดAlternative drugMedically important helminthsStemona root extractยาฆ่าพยาธิยาทางเลือกโรคพยาธิที่สำคัญทางการแพทย์สารสกัดรากหนอนตายหยาก

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ฤทธิ์และกลไกการออกฤทธิ์ระดับโมเลกุลต่อเชื้อก่อโรคในคนของสารสกัดจากรากสมุนไพรหนอนตายอยาก

รินา ภัทรมานนท์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2555

โครงการศึกษาการติดเชื้อแกรสเซอรี่หนอนไหมพันธุ์ไทยพื้นเมืองภายใต้สภาวะปลอดเชื้อ โดยวิธีพีซีอาร์

สิริภัค สุระพร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2553

การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางพันธุกรรมของต้นหนอนตายหยาก

ศรีสุลักษณ์ ธีรานุพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2552

การทดลองฆ่าหอยด้วยยาฆ่าหอยที่เป็นโฮสต์กลางพยาธิใบไม้ที่พบในจังหวัดขอนแก่นในห้องทดลองและภาคสนาม

สุรสิทธิ์ อ้วนพรมมา มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2556

การเพิ่มคุณภาพต้นพันธุ์หนอนตายหยากเพื่อการผลิตสารอัลคาลอยด์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช : การคัดเลือกโคลนที่ให้ผลผลิตรากสูง และผลของอะไบโอติกอิลิซิเตอร์บางชนิดต่อการสะสม สารอัลคาลอยด์ของรากในสภาพปลอดเชื้อ

นาตยา มนตรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2553

การใช้ข้อมูลพันธุกรรมเพื่อปรับปรุงพันธุ์และการพัฒนาเสถียรภาพของสารสกัดดีปลีสำหรับควบคุมหนอนกระทู้

วันชัย ปลื้มภาณุภัทร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2564

สารบริสุทธิ์จากชะอมเพื่อฆ่าลูกน้ำยุงลายบ้านพาหะนำโรคไข้เลือดออก

ดำรงพันธุ์ ทองวัฒน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2565

การศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดย่านางแดงในการลดสารพิษในเลือดของเกษตรกรผู้ได้รับสัมผัสสารเคมีกําจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต

พิรชา จำปาเงิน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2565

บทบาทของสารสกัดสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านโรคสะเก็ดเงินต่อการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนเซลล์ การแปรรูปของเซลล์และการตายแบบอะพอพโทสิสของเซลล์

เทวิน เทนคำเนาว์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2555

Plant-based therapy - How does it work on parasites?

Universiti Malaya พ.ศ. 2561