การพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลให้มีการเจริญเติบโตดีและทนทานต่อโรคสเตรปโตคอคโคซิสด้วยระบบอินทรีย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลอินทรีย์นั้นจะต้องคัดเลือกปลานิลอินทรีย์ให้มีการเจริญเติบโตดีควบคู่ไปกับการทนทานต่อโรคโดยเฉพาะโรคสเตรปโตคอคโคซิสที่เป็นปัญหาทำให้เกิดการตายของปลานิลเป็นจำนวนมาก ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาพารามิเตอร์ทางพันธุกรรมสำหรับความต้านทานเชื้อ Streptococcus agalactiae โดยการประมาณค่าจากประชากรปลานิล 99 ครอบครัวที่เกิดจากพ่อพันธุ์ 45 ตัวกับแม่พันธุ์ 86 ตัวซึ่งผสมแบบ Nested design โดยจับคู่ผสมพ่อพันธุ์ 1 ตัวกับแม่พันธุ์ 4 ตัว ทำการติดเครื่องหมายไมโครชิพในลูกปลาแต่ละตัวเพื่อระบุครอบครัวเมื่ออายุ 60-100 วันหลังฟักและนำมาเลี้ยงรวมกัน เมื่อลูกปลามีอายุเฉลี่ย 135.07?13.43 วัน (อายุระหว่าง 105-155 วัน) นำปลาครอบครัวละ 30 ตัว มาทำการทดสอบความต้านทานโรคโดยการฉีดสารแขวนลอยของเชื้อแบคทีเรีย S. agalactiae บริเวณช่องท้องปลานิลที่ระดับความเข้มข้น 6.28 x 107 CFU/ml (LD50 ที่ระยะเวลา 7 วัน) เก็บข้อมูลปลาตายเป็นระยะเวลา 14 วัน พบว่า อัตราการรอดตายของปลาในแต่ละครอบครัวมีความแปรปรวนค่อนข้างสูงตั้งแต่ 0 – 100% การศึกษาครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความแปรปรวนด้านพันธุกรรมที่มีผลต่อการต้านทานการตายจากการติดเชื้อแบคทีเรีย S. agalactiae ในประชากรปลากลุ่มนี้ โดยองค์ประกอบความแปรปรวนถูกประมาณค่าด้วยวิธี restricted maximum likelihood (REML) โดยใช้ average information (AI) algorithm ร่วมกับแบบจำลองสัตว์ (animal model) พบว่าค่าอัตราพันธุกรรมของจำนวนชั่วโมงที่ทำให้ปลาตายหลังได้รับเชื้อ S. agalactiae มีค่า 0.32?0.09 ซึ่งเป็นค่าค่อนข้างสูงแสดงให้เห็นว่า สามารถปรับปรุงลักษณะความต้านทานโรคสเตรปโตคอคโคซิสในปลานิลประชากรนี้ให้ความก้าวหน้าในการปรับปรุงพันธุ์ได้ดี อัตราพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโต ทำการทดสอบในปลานิลประชากรเดียวกันที่ไม่ได้รับเชื้อจำนวน 99 ครอบครัวๆ ละ 50 ตัวที่ถูกติดเครื่องหมายไมโครชิพ และนำไปทดสอบเลี้ยงใน 2 สภาพแวดล้อม ได้แก่ ระบบไบโอฟลอคและกระชังที่กางในบ่อดิน หลังจากเลี้ยงทดสอบการเจริญเติบโตเป็นระยะเวลา 3 เดือนในระบบไบโอฟลอคและกระชังที่กางในบ่อดิน พบว่าค่าอัตราพันธุกรรมของน้ำหนักตัวมีค่าสูงโดยมีค่า 0.52?0.05 สำหรับปลาที่เลี้ยงในระบบไบโอฟลอค และ 0.37?0.05 สำหรับการเลี้ยงในกระชังที่กางในบ่อดิน เช่นเดียวกันกับลักษณะความยาวตัวทั้งหมดมีค่า 0.32?0.05 สำหรับปลาที่เลี้ยงในระบบไบโอฟลอค และ 0.35?0.05 สำหรับการเลี้ยงในกระชังที่กางในบ่อดิน ซึ่งเป็นค่าค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่าสามารถปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีการคัดเลือกให้มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่สหสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (genotypic correlation) ของน้ำหนักปลา และความยาวตัวปลาที่ถูกเลี้ยงในระบบไบโอฟลอคและกระชังที่แขวนในบ่อดินเป็นระยะเวลา 3 เดือน มีค่า 0.95 และ 0.98 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าไม่มีอิทธิพลร่วมระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกันกับการประมาณค่าอัตราพันธุกรรมของน้ำหนักและความยาวตัวทั้งหมดของปลานิลหลังจากเลี้ยงทดสอบการเจริญเติบโต 5 เดือนโดยใช้การประมาณค่าโดยพิจารณาร่วมกัน 2 ลักษณะ (Bivariate Analysis) มีค่า 0.43?0.06 และ 0.52?0.07 ตามลำดับ ซึ่งมีค่าค่อนข้างสูง ในขณะที่อัตราพันธุกรรมของเปอร์เซนต์เนื้อแล่ของปลานิลหลังจากเลี้ยงทดสอบการเจริญเติบโต 5 เดือน มีค่า 0.05?0.07 ซึ่งมีค่าต่ำ