ศึกษาระบบบริการสุขภาพสำหรับโรคไม่ติดต่อ ในช่วงการระบาดของโควิด 19 ในชุมชน
บทคัดย่อ
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปลายปี 2562 ทำให้มีผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบัน สถานการณ์การระบาดของโรค ส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลกในทุกๆ มิติไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้การดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ทั่วโลก รวมทั้งสิ้น 3.8 ล้านคน และมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมรวมทั้งสิ้น 176 ล้านคนทั่วโลก (WHO,2021) โรคไม่ติดต่อหรือ NCDs นั้น เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต เจ็บป่วย และทุพลภาพอันดับต้นๆ ในหลายประเทศ ทั่วโลกตั้งแต่ก่อนจะเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 องค์การอนามัยโลกรายงานว่าโรคไม่ติดต่อคร่าชีวิตคนเป็นจำนวน ถึง 41 ล้านคนต่อปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 71 ของการเสียชีวิตของ ประชากรทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 15 ล้านคน ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรตั้งแต่อายุ 30-69 ปีจากโรคไม่ติดต่อต่างๆ ทั้งนี้ ร้อยละ 77 ของการเสียชีวิตจากโรคไม่ต่อนั้นเกิดขึ้นในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง โดยที่โรคหัวใจและหลอดเลือดมีสัดส่วนการเสียชีวิต มากที่สุด (17.9 ล้านคน) ตามด้วยโรคมะเร็ง (9.3 ล้านคน) โรคระบบทางเดินหายใจ (4.1 ล้านคน) และโรคเบาหวาน (1.5 ล้านคน) (WHO,2021) ในปัจจุบัน ประมาณการว่าประชากรโลกราวหนึ่งในห้า (ร้อยละ 22) นั้นมีโรคประจำตัวอย่างน้อยหนึ่งโรคซึ่งส่วนมากคือ โรคไม่ติดต่อซึ่งจะทำให้คนเหล่านั้นจะมีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งความเสี่ยงจะแตกต่างกันไปในแต่ละ กลุ่มอายุ โดยที่ความเสี่ยงนั้นจะต่ำที่สุด (น้อยกว่าร้อยละ 5) ในกลุ่มประชากรอายุน้อยกว่า 20 ปี และเพิ่มมากขึ้นเป็นมากกว่าร้อยละ 66 เมื่ออายุมากกว่า 70 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกจำนวนมากที่มีโรคประจำตัวแล้วแต่ไม่รู้ตัวและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยโรค ซึ่งจัดเป็น ความเสี่ยงที่แอบซ่อนอยู่ ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Clark A JM, Warren-Gash C, et al., 2020) การจัดบริการรักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วยด้วยโรคหรือภาวะอื่นๆ จำเป็นต้องมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การป้องกันการติดเชื้อในกิจกรรมบริการต่างๆ จึงต้องมีการวางแผนการจัดบริการทางการแพทย์วิถีใหม่ (New Normal Medical Service) โรงพยาบาลทุกระดับมีความจำเป็นต้องปรับระบบบริการ ทางการแพทย์ใหม่ ทั้งในด้านการเตรียมพร้อมรองรับการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 และกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงและเสียชีวิตเมื่อมีการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้แก่ ผู้สูงอายุผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน โรคไตวายเรื้อรัง และคนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือ ได้รับยารักษากดภูมิคุ้มกันนั้น โดยมาตรการสำหรับควบคุมการระบาดที่สำคัญนอกเหนือจากการส่งเสริมการดูแลอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ การล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัย การรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และนโยบายอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ระบบบริการ สาธารณสุขต้องปรับรูปแบบเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการรักษา พยาบาลในช่วงที่การเข้าถึงสถานพยาบาลในรูปแบบเดิมเป็นเรื่องที่ ลำบากมากขึ้นในช่วงการระบาด และการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลภายในสถานพยาบาล โดยให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าถึงการ รักษาน้อยที่สุด การระบาดของโรคโควิด-19 และมาตรการการควบคุมป้องกันการระบาดต่างๆ ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่อ หรือโรคไม่ติดต่อ ทั้งในแง่การส่งเสริมป้องกันโรค และการรักษา และควบคุมโรค ซึ่งจากการรวบรวมหลักฐาน ที่แสดงผลกระทบที่เกิดขึ้น พบว่ากิจกรรมการให้บริการตั้งแต่การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ การคัดกรองโรคและปัจจัยเสี่ยง ได้ถูก จำกัดลง อย่างไรก็ตามยังเห็นถึงการปรับตัวของระบบ โดยมีการปรับรูปแบบการจัดบริการรักษาการนัดหมายผู้ป่วย ตลอดจนกาพัฒนา หรือการเร่งรัดการนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้เพื่อช่วยในการตรวจติดตาม และติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชน และผู้ให้บริการ (กองโรค ไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, 2564) อย่างไรก็ตาม จังหวัดนครราชสีมา ยังคงต้องมีมาตรการในการเฝ้าระวัง ควบคุมการแพร่ระบาดต่อไปจาก ความสำคัญนี้จึงต้อง มีระบบการประเมินผลการปฏิบัติการเชิงนโยบาย การปฏิบัติด้านการให้บริการ และระบาดวิทยา ที่ครอบคลุมทั้งด้าน การให้บริหารสาธารณสุข การจัดการทางด้านการแพทย์ ด้านประชาชน และภาคเอกชน ที่มีส่วนร่วมในการควบคุมป้องกันการระบาดของไวรัส โคโรนา 2019 ของจังหวัดนครราชสีมา ในช่วงการระบาดของ โควิด 19 ประเทศไทยใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อดำเนินการควบคุม การระบาด รวมถึงการจัดเตรียมความพร้อมของระบบบริการทางการแพทย์เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด 19 ส่งผลให้เกิดการกระทบต่อ ระบบการดูแลสุขภาพแบบเดิมที่มีอยู่ รวมถึง พฤติกรรมด้านสุขภาพของผู้ป่วย การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และเกิดการปรับเปลี่ยน ระบบบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ติดต่อที่มีการนัดติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด นครราชสีมา,25