โครงการวิจัยการกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดและระยะเวลาเก็บผลผลิตที่ปลอดภัยหลังการพ่นสารครั้งสุดท้าย เพื่อลดความเสี่ยงของสารพิษตกค้างในผลิตผลทางเกษตร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยการกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดและระยะเวลาเก็บผลผลิตที่ปลอดภัยหลังการพ่นสารครั้งสุดท้าย เพื่อลดความเสี่ยงของสารพิษตกค้างในผลิตผลทางเกษตร โดยกำหนดการทดลองตามวิธีการศึกษาการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอย่างถูกต้องและปลอดภัย (Good Agricultural Practice, GAP) เพื่อกำหนดค่าปริมาณสูงสุดของสารพิษตกค้าง (Maximum Residue Limit, MRL) ทำการทดลองในแปลงทดลองปีละ 2 แปลง โดยวางแผนการทดลองแบบ supervised residue trial ตามหลักเกณฑ์ของโคเด็กซ์ ทำการเก็บผลผลิตที่ระยะเวลาต่างๆ หลังการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรครั้งสุดท้าย นำตัวอย่างมาสกัดและวิเคราะห์ชนิดของสารพิษตกค้างด้วยวิธีตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งโครงการวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 โครงการวิจัยย่อย ได้แก่ วิจัยการสลายตัวของวัตถุอันตรายทางการเกษตรในมะม่วง ประกอบด้วย 4 การทดลอง โครงการย่อยที่ 2 วิจัยการสลายตัวของวัตถุอันตรายทางการเกษตรในพริก คะน้า และมะเขือเทศ ประกอบด้วย 7 การทดลอง โดยในปี 2565 ได้วิธีการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง ในตัวอย่างมะม่วง พริก คะน้า และมะเขือเทศ ที่มีความน่าเชื่อถือ มีกระบวนการสกัดและตรวจสอบความใช้ได้ของวิธีเคราะห์ เพื่อให้ได้วิธีวิเคราะห์ ที่มีความถูกต้องแม่นยำ จำนวน 11 วิธี และสามารถนำวิธีที่ได้ไปตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารตกค้างจากแปลงทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีร้อยละการได้กลับคืนเฉลี่ย (%recovery) อยู่ในช่วง 70-119% และค่าร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์ (%RSD) อยู่ในช่วง 2-17% มีขีดจำกัดการตรวจวัด (LOD) และขีดจำกัดการตรวจวัดเชิงปริมาณ (LOQ) เท่ากับ 0.005 และ 0.01 mg/kg ยกเว้นวิธีการสกัดสไปนีโทแรมในคะน้า มีค่า LOD และ LOQ เท่ากับ 0.01 และ 0.05 mg/kg ตามลำดับ