การตรวจ ติดตาม และเฝ้าระวังการตกค้างจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวในการผลิตข้าว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเป็นวิธีการที่นิยมของชาวนา อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีป้องกันกำจัด ศัตรูข้าวติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลกระทบเชิงลบต่อแมลงศัตรูธรรมชาติ ปัญหาสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม และการจัดการดิน น้ำ และปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่จะสามารถช่วยลดมลพิษทางดินและน้ำที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่ มากเกินไป อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบการผลิตข้าวได้ กรมการข้าวจึงมีแนวคิดใน การแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการทำงานวิจัยภายใต้แผนงานวิจัย ระบบการผลิตข้าวแบบอาหารปลอดภัย และเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 2 ที่ประกอบด้วยโครงการวิจัย จำนวน 4 โครงการวิจัย ได้แก่ โครงการที่ 1 การจัดการศัตรู ข้าวอย่างยั่งยืนโดยชีววิธี มีวัตถุประสงค์ เพื่อคัดเลือกเชื้อรา Metarhizium spp. สายพันธุ์กลายที่ทนต่ออุณหภูมิสูง และหรือต้านทานต่อสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพิ่มประสิทธิภาพชีวภัณฑ์ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ในสภาพแปลงนา พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์เชื้อสดแก่เกษตรกร และนำไปต่อยอดการผลิตชีวภัณฑ์ เชิงพาณิชย์ คัดเลือก ปรับปรุงเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรคไหม้และพัฒนา ชีวภัณฑ์พร้อมใช้ในการจัดการโรคไหม้โดยชีววิธี และพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากพืชและประยุกต์ใช้ สารชีวภัณฑ์ในการจัดการสัตว์ศัตรูข้าวด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย จากผลการทดลองเชื้อ Metarhizium anisopliae และ M. album เกิดการกลายพันธุ์ด้วยการฉายรังสีแกมมา และสารเอธิลมีเทนซัลโฟเนต จำนวน 146 และ 95 ไอโซเลท ตามลำดับ จากนั้นนำสายพันธุ์กลายจากรังสีแกมมา มาคัดเลือกความทนต่อสภาพอุณหภูมิสูง และทนทานต่อสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช พบว่าเชื้อราที่มีการเจริญเติบโตได้ที่อุณหภูมิ 34 องศาเซลเซียส และทนทานต่อสารคาร์โบซัลแฟน จำนวน 4 ไอโซเลท และทดสอบความสามารถในการสร้างสปอร์บนอาหารแข็ง พบว่าเชื้อรา M. album จำนวน 3 ไอโซเลท (MLUBN036, MLUBN038 และ MLKKN039) และ M. anisopliae จำนวน 3 ไอโซเลท (MNMHN031, MNNKI033 และ MNPRE034) สร้างสปอร์ได้มากบนสูตรอาหารแข็งข้าวเสาไห้ ที่ไม่มีการเติมสารเสริม การทดสอบประสิทธิภาพชีวภัณฑ์เชื้อสดจากเชื้อรา M. album ในการควบคุมเพลี้ยกระโดด สีน้ำตาลในสภาพโรงเรือนทดลอง ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ กับเชื้อรา M. anisopliae ไอโซเลทจากกรมส่งเสริมการเกษตร (MNDOAE) ที่เป็นชุดควบคุม อย่างไรก็ตาม ไอโซเลทจากกรมการข้าวมีระยะเวลาที่ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตายเร็วกว่าไอโซเลทจากกรมส่งเสริมการเกษตร และได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์เชื้อราสด M. anisopliae แบบง่ายให้แก่เกษตรกร ที่จังหวัด สุพรรณบุรี และพิษณุโลก ในปีพ.ศ. 2566 และส่งเชื้อรา M. album จำนวน 2 ไอโซเลท ของกรมการข้าว ที่มีประสิทธิภาพสูงลำดับที่ 1 และ 2 (MLUBN038 และ MLKKN039) ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทั้งในสภาพโรงเรือนและสภาพแปลงทดสอบ ให้กับบริษัท แอพพลาย เค็ม จำกัด ผลิตเป็นชีวภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในรูป ผงละลายน้ำ พร้อมประเมินความรุนแรงของชีวภัณฑ์เชิงพาณิชย์จากเชื้อรา M. album บนตัวอ่อนวัย 4-5 ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสภาพโรงเรือนทดลอง พบว่าเปอร์เซ็นต์การตายเฉลี่ยสะสมของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากชีวภัณฑ์เชิงพาณิชย์ M. album 2 ไอโซเลทดังกล่าวและชุดควบคุม คือ ชีวภัณฑ์เชิงพาณิชย์จากเชื้อรา M. anisopliae 2 ไอโซเลท จากกรมการข้าว (MNMHN031 และMNNKI033) และเชื้ อรา M. anisopliae ชีวภัณฑ์ เชื้อสด จากกรมส่งเสริมการเกษตร (MNDOAE) ซึ่งไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้ง 2 การทดลอง ระยะเวลาเฉลี่ยที่ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตาย 50 เปอร์เซ็นต์ (LT50) ของ M. album ไอโซเลท MLKKN039 ใช้ระยะเวลาน้อยที่สุด 3 วัน และทดสอบประสิทธิภาพ ของสารชีวภัณฑ์เชิงพาณิชย์จากเชื้อรา M. album ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสภาพแปลงนาของ เกษตรกรพบว่าการใช้ชีวภัณฑ์เชื้อราเชิงพาณิชย์ M. album ไอโซเลท MLUBN038 และ MLKKN039 ทำให้อัตรา การตายเฉลี่ยสะสมของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (ร้อยละ 18 และ 30 ตามลำดับ) สูงกว่ากรรมวิธีของเกษตรกร (ไม่ใช้ ชีวภัณฑ์) ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ส่วนการพัฒนาชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดโรคไหม้ สามารถแยกเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ได้แก่ เชื้อราไตรโคเดอร์มา และเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ ที่มีความสามารถในการยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรคไหม้ในสภาพ ห้องปฏิบัติการได้ดี ชนิดละ 5 ไอโซเลท และทำการเพิ่มประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ไอโซเลทเดิมของ กรมการข้าว Bacillus amyloliquefaciens สายพันธุ์ UDN 028 และเชื้อรา Trichoderma spp. 2 สายพันธุ์ คือ TCNT003 และ TEPCNT002 ให้เกิดการกลายพันธุ์โดยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลต และรังสีแกมมา ได้เชื้อ แบคทีเรียปฏิปักษ์ (UDN 028) สายพันธุ์กลายการฉายรังสีแกมมา จำนวน 1 ไอโซเลท (GM063) ที่มีความสามารถ ในการยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรคไหม้ในสภาพห้องปฏิบัติการได้ดีกว่ าสายพันธุ์เดิม และการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ จากสารสกัดจากพืชและประยุกต์ใช้สารชีวภัณฑ์ในการจัดการสัตว์ศัตรูข้าวด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ผลการวิจัย การป้องกันและกำจัดหนูในโรงเก็บด้วยการใช้เหยื่อโปรโตซัว (Sarcocystis singaporensis)กำจัดหนู ร่วมกับวิธีกล สามารถลดประชากรหนูได้ ร้อยละ 66.67-91.62 โครงการที่ 2 การจัดการศัตรูข้าวอย่างมี ประสิทธิภาพและปลอดภัยด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวชนิดใหม่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้สารเคมี ชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพในป้องกันกำจัดศัตรูข้าว ทราบสถานการณ์ความต้านทานของสารเคมีป้องกั นกำจัดศัตรู ข้าว และผลกระทบของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงต่อความหลากหลายของศัตรูธรรมชาติในนิเวศนาข้าว ผลการ ทดลอง พบว่าสาร flonicamid 50% WG, pymetrozine 50% WG, sulfoxaflor 50% WG, dinotefuran 20% + etofenprox 15% WP และ dinotefuran 20% SG ซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงกลุ่มใหม่และสารผสม มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดี ร้อยละ 86-93 ส่วนสาร indoxacarb 15% SC มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนปลอกข้าวดีที่สุด ร้อยละ 90.69 รองลงมาเป็น สาร fipronil 5% SC, cyantraniliprole 10% OD และ chlorantraniliprole 5.17% SC มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 81.12-82.95 แต่หลังจากใช้สารป้องกันกำจัดแมลงบางชนิดมีผลให้ปริมาณศัตรูธรรมชาติกลุ่มตัวห้ำและกลุ่มแตนเบียนมีแนวโน้ม ลดลง เมื่อประเมินระดับความเป็นพิษ พบว่าสาร dinotefuran 20% SG, pymetrozine 50% WG, etofenprox 20% EC, flonicamid 50% WG และ isoprocarb 50% WP มีความเป็นพิษต่อมวนเขียวดูดไข่มากกว่าเพลี้ย กระโดดสีน้ำตาล ในขณะที่สาร spinetoram 12% SC และ emamectin benzoate 5% WG มีความเป็นพิษต่อ หนอนปลอกข้าวมากกว่ามวนเขียวดูดไข่ อย่างไรก็ตามสารป้องกันกำจัดแมลงเหล่านี้ มีความเป็นพิษต่อระบบนิเวศ ในระดับต่ำ ดังนั้นกรณีพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแนะหนอนปลอกข้าวถึงระดับเศรษฐกิจ สามารถใช้ สารป้องกันกำจัดแมลงทั้ง 2 ชนิดเป็นทางเลือกสำหรับแนะนำให้เกษตรกรได้เลือกใช้ และประสิทธิภาพของสาร ป้องกันกำจัดเชื้อราและแบคทีเรีย เพื่อป้องกันกำจัดโรคใบขีดโปร่งแสงในสภาพโรงเรือน พบว่าการใช้สาร zinc thiazole มีผลให้ระดับความรุนแรงของโรคต่ำที่สุด เท่ากับ 1.76 รองลงมาเป็นสาร cuprous oxide และ oxine copper มีความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับ 3.60 และ 3.75 ตามลำดับ ในขณะที่ สาร imidacloprid, dinotefuran, ethiprole และ sulfoxaflor เป็นสารป้องกันกำจัดแมลงที่เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง นิยมใช้ พบว่าประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจังหวัดเชียงรายและลำปางมีความต้านทานต่อสาร ethiprole ระดับต้านทานต่ำ และประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจังหวัดนครปฐมมีความต้านทานต่อสาร imidacloprid ระดับต้านทานต่ำ ข้อมูลนี้สามารถใช้เป็นคำแนะนำการเลือกใช้สารป้องกันกำจัดแมลงในการควบคุมเพลี้ยกระโดด สีน้ำตาลในพื้นที่ที่ดำเนินการทดสอบ ร่วมกับการเลือกใช้สารป้องกันกำจัดแมลงที่มีผลกระทบเชิงลบต่ำต่อศัตรู ธรรมชาติ เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการแมลงศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานร่วมกับการใช้ประโยชน์จากแตนเบียนไข่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล Anagrus sp. เพศผู้และเพศเมีย จำนวน 5 คู่ มีร้อยละการเบียนไข่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สูงสุด ร้อยละ 61.58 โครงการที่ 3 การตรวจ ติดตาม และเฝ้าระวังการตกค้างจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวใน การผลิตข้าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้องค์ความรู้การตรวจวิเคราะห์สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ได้ มาตรฐาน ในพื้นที่การผลิตข้าว และตรวจติดตาม เฝ้าระวังและแจ้งเตือนสารพิษตกค้างจากสารเคมีป้องกันกำจัด ศัตรูข้าวในระบบการผลิตข้าว ได้ฐานข้อมูลการตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าว และคำแนะนำในการใช้ที่มี ประสิทธิภาพและปลอดภัย จากการเก็บตัวอย่างข้าวจากเกษตรกรในจังหวัด สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี รวมทั้งสิ้น 277 ตัวอย่าง มาสกัดตามวิธีของ AOAC และดำเนินการวิเคราะห์ การตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวด้วยเครื่องลิควิดโครมาโทกราฟี -แมสสเปคโทรมิเตอร์ (LC-MS/MS) และเครื่องแก๊สโครมาโทรกราฟี -แมสสเปคโทรมิเตอร์ (GC-MS/MS) ที่ขีดจำกัดการตรวจวัดเชิงปริมาณ (LOQ) = 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม โดยผลการวิเคราะห์พบการตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว จำนวน 9 ชนิด โดยพบสาร permethrin มากที่สุดในตัวอย่างข้าวจากจังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ชัยนาท และปทุมธานี รวมทั้งสิ้นจำนวน 91 ตัวอย่าง โดยซึ่งพบที่ความเข้มข้น <LOQ – 0.02 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพบสาร cypermethrin ที่ความเข้มข้น 0.01 – 0.35 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในตัวอย่างข้าวจากจังหวัดปทุมธานี จำนวน 6 ตัวอย่าง ในขณะที่ตัวอย่างข้าวจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพบการตกค้างของสารป้องกันกำจัดโรค ได้แก่ สาร propiconazole มากถึง 50 ตัวอย่าง ที่ระดับความเข้มข้น 0.01 – 0.29 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้เมื่อ ดำเนินการตรวจติดตามการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวที่สำคัญของเกษตรกรในการผลิตข้าว พบว่า มีการใช้ สาร cypermethrin ที่ระยะกล้าจนถึงระยะแตกกอ และส่วนสาร difenoconazole- propiconazole ใช้ในช่วงตั้ง ท้องและระยะข้าวสุกแก่ ซึ่งสอดคล้องกับการตรวจพบการตกค้างของสารเคมีดังกล่าวในตัวอย่างข้าว จากผลการศึกษานี้นำไปสู่การให้คำแนะนำเกษตรกรในการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวในระยะตั้งแต่ข้าวตั้งท้อง จนถึงระยะข้าวสุกแก่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย โดยนำข้อมูลทั้งการวิเคราะห์และสำรวจการตกค้างของสารเคมี และ พฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตร นำไปจัดทำฐานข้อมูล โดยสามารถเข้าสืบค้นและแสดงข้อมูลได้ที่ https://ricephysicochem.ricethailand.go.th/dcrpr/ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ บนระบบแผนที่ ออนไลน์ โดยสามารถเข้าสืบค้นและแสดงข้อมูล การตกค้างของสารเคมีได้ง่าย และโครงการที่ 4 การจัดการดิน น้ำ และปุ๋ยในระบบการผลิตข้าวเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ดินที่จะนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพ และทดสอบเทคโนโลยีการจัดการดิน น้ำ และปุ๋ย ที่เหมาะสมในระบบการผลิตข้าวแบบนาชลประทานและนาน้ำฝน ผลการทดลอง คัดเลือกเชื้อแบคทีเรียดินได้ จำนวน 836 ไอโซเลท จาก 102 แปลง ใน 21 จังหวัด จำแนกและจัดกลุ่มเชื้อที่มีลักษณะคล้ายเชื้อไรโซแบคทีเรียที่ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช (PGPR) 3 กลุ่ม ได้แก่ Azospirillum/Enterobacter colony like จำนวน 92ไอโซเลท Burkholderia/Pseudomonas colony like มีจำนวน 58 ไอโซเลท และ Bacillus colony like มีจำนวน 60 ไอโซเลท รวม 210 ไอโซเลท นำเชื้อจำนวน 210 ไอโซเลท มาทำการศึกษาศักยภาพของแบคทีเรีย ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ทำการจำแนกชนิด และทดสอบประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของ ข้าวในสภาพโรงเรือนและแปลงทดลองต่อไป จากนั้นพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพสำหรับข้าวในอนาคต นอกจากนี้ยังวิจัยและศึกษาการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยในระบบการผลิตข้าวแบบนาชลประทานและนาน้ำฝน เพื่อพัฒนาเป็นคำแนะนำการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยในระบบการผลิตข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ จากการทดลองในปี แรก (ฤดูนาชลประทานและนาน้ำฝน ปี 2566) พบว่า กรรมวิธีทดสอบใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศร่วมกับปุ๋ยชีวภาพพีจีพี อาร์-ทู และปุ๋ยเคมีร้อยละ 75 ของอัตราคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินเมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีของเกษตรกรใน แต่ละพื้ นที่ สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ร้อยละ 13 และ 11 ตามลำดับ และลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ร้อยละ 25 ตามคำแนะนําการใช้ปุ๋ยในพืชเศรษฐกิจของกรมวิชาการเกษตร