การศึกษาผลตกค้างของสารกำจัดวัชพืชในดินและผลผลิตสับปะรด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การผลิตสับปะรดเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพตามมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป และการส่งออกนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิตที่สำคัญหลายประกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเกี่ยวกับ วัชพืชและการจัดการวัชพืช ซึ่งถ้าหากไม่สามารถควบคุมวัชพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ผล ผลิตได้รับความเสียหายและมีการตกค้างของสารเคมีในผลผลิตสับปะรด การศึกษาในครั้งนี้ ได้ทำ การศึกษาทั้งในสภาพแปลงทดลองและห้องปฏิบัติการ เพื่อทำการประเมินประสิทธิภาพของการใช้ สารแบบหลังงอกในการควบคุมวัชพืช และตรวจวิเคราะห์หาสารตกค้างในการผลิตสับปะรดพันธุ์ ปัตตาเวีย วางแผนการทดลองแบบ RCBD 7 กรรมวิธี จำนวน 4 ซ้ำ พบว่า การใช้สารแบบหลังงอกแต่ ละชนิดมีประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืชในสับปะรดที่แตกต่างกัน ที่ 15, 30, 45 และ 60 วันหลัง จากพ่นสาร โดยที่การใช้สาร penoxsulam อัตรา 18.75 + fluazifop-P-buty! อัตรา 150 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อเฮกตาร์ และ penoxulam อัตรา 12.75 + haloxyfop-R-methy! อัตรา 84.4 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อเฮกตาร์ มีประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืชได้ดี ในระยะการเติบโตของวัชพืชที่ไม่เกิน 4 ใบ ไม่มีผลกระทบต่อการเติบตแลการให้ผลผลิตของสับปะด วัชพืชหลักที่สามารถควบคุมได้ คือ หญ้ากินนี (Panicum maximum) หญ้าตื่นติด (Brachiaria reptans L.) หญ้าสาบม่วง (Praxelis clematidea R.M. King) และผักโขม (Amaranthus viridis L...) จากนั้น ทำการสุ่มเก็บตัวอย่าง สับปะรด ที่ 7วันก่อนการเก็บเกี่ยว (หรือที่ 11 เดือนหลังจากพ่นสาร) นำไปตรวจวิเคราะห์หาสาร ปริมาณสารตกค้างในสับปะรด โดยใช้วิธี GC -MS และ LC-MS/MS พบว่า ไม่มีการตกค้างของสาร กำจัดวัชพืชทุกชนิดที่นำมาใช้ทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืชในสับปะรด (หรือมีค่าปริมาณ สารพิษตกค้างสูงสุดน้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ต่อมา ที่ 120 วันหลังจากได้รับสาร เก็บ ตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0-30 เซนติเมตร นำไปตรวจวิเคราะห์หาสารตกค้างในดินปลูกสับปะด โดยการใช้ GC-MS และ LC-MSMS พบว่า สาร penoxsulam, fluazifop-P-butyI, cyhalofop-butyI และ haloxyfop-R-methy! มีค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRLs)น้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อ กิโลกรัม ในขณะที่การใช้สาร ametryn, diuron และ bromaci! มีค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด 0.043, 0.021 และ 0.25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลาดับ จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การใช้ สาร penoxulam อัตรา 18.75 + fluazifop-P-buty I อัตรา 150 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อเฮกตาร์ สามารถนำมาใช้สลับกับการใช้สาร penoxsulam อัตรา 12.5 + haloxyfop-R-methy! อัตรา 84.4 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อเฮกตาร์ โดยที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืชได้ดีในระดับใกล้เคียงกัน ไม่มีผล กระทบต่อการเติบโตและการให้ผลผลิต ตลอดจนไม่มีการตกค้างของสารในสับปะรด ส่งผลทำให้การ ผลิตสับปะรดมีความปลอดภัยทางด้านอาหารมากยิ่งขึ้นต่อไป