กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
บทคัดย่อการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการประเมินสมรรถนะและมาตรฐานการทางานของคณะกรรมการการเลือกตั้งประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ตามกรอบแนวคิด IHOPE เพื่อจัดทาข้อเสนอแนวทางในการพัฒนาการประเมินสมรรถนะและมาตรฐานการทางานของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เหมาะสมของทั้งสองประเทศ กลุ่มตัวอย่างในการสารวจความคิดเห็นของประเทศไทย ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งคือ ผู้ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศบนหลักความน่าจะเป็นทางสถิติ (Probability Sampling) และดาเนินการสุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการผสมผสาน (Multi-Stage Sampling) จานวน 750 คน และมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เชี่ยวชาญ จานวน 12 คน และประเทศฟิลิปปินส์ เป็นกลุ่มตัวอย่างออนไลน์ จานวน 42 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสมรรถนะและมาตรฐานการทางานของ กกต. เป็นการออกแบบร่วมกันระหว่างสถาบันพระปกเกล้าและ ADMU โดยคาถามประกอบด้วยตัวชี้วัดทั้ง 3 ระดับ คือ (1) ระดับภาพรวม (2) ระดับกลาง และ (3) ระดับย่อย จานวน 35 ข้อ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ การวิเคราะห์เนื้อหา และการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยผลการศึกษา พบว่า ภาพรวมประชาชนไม่พึงพอใจเท่าที่ควรต่อสมรรถนะและมาตรฐานการทางานของ กกต. ทั้งสองประเทศ สะท้อนได้ทั้งจากผลการสารวจความคิดเห็นของไทยที่พบว่า ประชาชนร้อยละ 46 เชื่อมั่นในการทางานของ กกต. ในระดับ ปานกลาง (ให้คะแนน 5-6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10) ซึ่งมีภาพรวมของการจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดในสายตาประชาชนอยู่ในระดับ ปานกลาง (ให้คะแนน 5-6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10) ทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างในเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมและร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมที่อยู่ในระดับต่า เช่นเดียวกับผลการศึกษาของประเทศฟิลิปปินส์ที่พบว่า ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งมีความเห็นค่อนข้างไปทางลบ (negative) ซึ่งเห็นจากการประมวลและคานวณค่าที่ได้จากดัชนีทั้ง 5 ตัวจากระดับต่าเริ่มต้นที่ -0.12 ไปจนถึงระดับต่าที่สุดที่ -0.53 ในช่วงคะแนนระหว่าง -2.00 ถึง +2.00 โดยมีข้อเสนอแนะสาคัญในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ (1) ควรต้องมีการเพิ่มกระบวนการและความเข้มข้นให้กับกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง (2) ควรมีการสนับสนุนการพัฒนาแบบองค์รวม (3) ควรทากระบวนการจัดการศึกษาแบบองค์รวมให้กับผู้มีสิทธิลงคะแนน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ชัดเจน ให้กับผู้มีสิทธิลงคะแนน (4) ควรมีการเพิ่มจานวนกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง (5) คณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรมีการจัดกิจกรรมและกระบวนการศึกษาให้กับผู้มีสิทธิลงคะแนน ผ่านทั้งสื่อ ช่องทางต่าง ๆ (6) คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ควรดาเนินภารกิจอื่นที่มิใช่ภาระหน้าที่หลัก จนไม่สามารถทาภาระหน้าที่หลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (7) ควรมีการเสริมพลังให้กับองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) และช่วยเหลือผู้มีสิทธิลงคะแนนที่เป็นผู้หญิงและกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงกระบวนการเลือกตั้งและการเมืองที่เป็นธรรมและมีความเสมอภาคคาสาคัญ: คณะกรรมการการเลือกตั้ง; ประเทศไทย; ฟิลิปปินส์; สมรรถนะ; มาตรฐานการทางาน
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 1 — 1. Basic principles observed and reported
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 3 — 3. initial testing of proposed solution(s) together with relevant stakeholders
ได้เครื่องมือตัวชี้วัดที่มีความสมบูรณ์ ซึ่งพัฒนาร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง และนำเครื่องมือไปทดลองในพื้นที่นำร่อง เพื่อตรวจสอบความพร้อมของเครื่องมือ และได้ฐานข้อมูลจากการใช้เครื่องมือมาวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเบื้องต้นได้
ได้มีการพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือตามแนวคิดที่อ้างถึงไว้บางส่วนแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์