ทัศนคติทางการเมืองของประชาชน : ศึกษากรณีจังหวัดเพชรบูรณ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทัศนคติทางการเมืองของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ 2. ศึกษาอิทธิพลที่มีต่อทัศนคติทางการเมืองของประชากรที่ศึกษา มีอิทธิพลใดส่งผล และมีรูปแบบการเมืองแบบใด ประชากรที่ศึกษา จํานวน 1,100 ตัวอย่าง จากประชากร 4 อาชีพ ใน 11 อําเภอ เก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559 เครื่องมือที่ใช้ศึกษาวิจัยคือแบบสอบถาม เก็บตัวอย่างด้วย วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (purposive sampling) สถิติที่ใช้ คือ สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistic) ใช้เพื่อให้ทราบลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าค่าร้อยละ (percentage) และสถิติเชิงอนุมาน (inferential statistic) ใช้ในการทดสอบสมมติฐานใช้การทดสอบทวินาม (Binomial Test) ผลการศึกษาพบว่า ประชากร เพศชายจํานวน 607 คน คิดเป็น ร้อยละ 55.18 เพศหญิงจํานวน 493 คน คิดเป็นร้อยละ 44.82 มีอายุระหว่าง 40 - 49 ปี จํานวน 308 คน คิดเป็นร้อยละ 28.00 อายุ 30 - 39 ปี จํานวน 279 คน คิดเป็นร้อยละ 25.36 อายุระหว่าง 50 - 59 ปี จํานวน 169 คิดเป็นร้อยละ 15.36 อายุระหว่าง 20 - 29 ปี จํานวน 241 คน คิดเป็นร้อยละ 21.91 อายุ 60 ปีขึ้นไปจํานวน 71 คน คิดเป็นร้อยละ 6.45 และผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี จํานวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 2.91 การศึกษาของประชากรระดับประถมศึกษา จํานวน 360 ราย หรือ ร้อยละ 32.70 ประชากร 390 รายหรือร้อยละ 35.45 มัธยมศึกษา ประชากร 133 ราย หรือร้อยละ 12.09 ระดับอนุปริญญา ประชากร 186 ราย หรือร้อยละ 16.91 ระดับปริญญาตรี ประชากร 31 ราย ร้อยละ 2.82 การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี อาชีพของประชากร อาชีพเกษตรกร จํานวน 658 ราย คิดเป็นร้อยละ 59.82 อาชีพค้าขายจํานวน 165 ราย คิดเป็นร้อยละ 15.00 อาชีพรับจ้างจํานวน 166 ราย คิดเป็นร้อยละ 15.09 อาชีพรับราชการจํานวน 111 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.09 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประชากรมีรายได้ระหว่าง 5,001 - 10,000 บาท จํานวน 390 ราย คิดเป็นร้อยละ 35.45 มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทจํานวน 360 ราย คิดเป็นร้อยละ 32.73 มีรายได้ระหว่าง 10,001 - 20,000 บาท จํานวน 133 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.09 มีรายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาท จํานวน 186 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.91 และมีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไปจํานวน 31 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.82 ผลการทดสอบสมมติฐาน สมมติฐานที่ 1. ทัศนคติทางการเมืองของประชากรคืออนุรักษ์นิยม ตัวแปรอาชีพเกษตรกร และตัวแปรอาชีพรับจ้างที่เป็นไปตามสมมติฐานขณะที่ตัวแปรอาชีพรับราชการและตัวแปรอาชีพค้าขาย ไม่เป็นไปตามสมมติฐาน สมมติฐานที่ 2. อิทธิพลที่มีต่อทัศนคติทางการเมืองของประชากร มี 2 ปัจจัยคือ 1.ความเชื่อพุทธศาสนา 2.วัฒนธรรมศักดินา ข้อเสนอแนะในการสร้างกลไกทางสังคม เพื่อผ่าทางตัน (breakthrough) ด้วยการขจัดอุปสรรค และความขัดแย้งทางการเมืองไทย ดังนี้ 1. ประชาชน ควรแยกความเชื่อทางศาสนาออกจากความเชื่อทางการเมืองเป็น (secular state) ไม่ควรโหยหาอดีต (nostalgia) จนไม่สามารถก้าวทันกระแสโลกได้ 2. สถาบันทางสังคม (social institutions) ควรรณรงค์วิถีชีวิตแบบเสรีนิยม และสร้างสํานึกประชาธิปไตย (democratic conscious) ไม่ครอบงํา (coerce) ด้วย วัฒนธรรมหลังศักดินา 3. นักการเมือง (politicians) ไม่สร้างเงื่อนไขที่นําไปสู่ความขัดแย้ง ขจัดระบบอุปถัมภ์ในทางการเมืองด้วยการหักดิบการเลือกตั้ง 4. การออกแบบการเมือง (political designing) ด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องสอดรับทัศนคติทางการเมืองของประชาชน