โครงการสำรวจความเชื่อมั่น ความพึงพอใจต่อหน่วยงานต่าง ๆ และการยกระดับการบริการสาธารณะ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สถาบันพระปกเกล้าด้วยความร่วมมือของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในทุกจังหวัด ในเรื่องความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะ การทำงานของหน่วยงานต่างๆตลอดจนนโยบายของรัฐบาลและความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน ตั้งแต่ พ.ศ.2546จนถึง 2553 โดยมีการสุ่มตัวอย่างจากประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปด้วยวิธี Stratified Three – StageSampling มีจังหวัดเป็นสตราตัม แต่ละสตราตัมแบ่งเป็นเขตเทศบาล และนอกเขตเทศบาล มีชุมรุมอาคาร และหมู่บ้าน เป็นหน่วยตัวอย่างขั้นที่ 1 ครัวเรือนส่วนบุคคล เป็นหน่วยตัวอย่างขั้นที่ 2 และสมาชิกในครัวเรือนเป็นหน่วยตัวอย่างขั้นที่ 3 ทั้งนี้มีจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้นในแต่ละปีประมาณกว่า 30,000 ตัวอย่าง จากการศึกษา พบว่า นโยบายการสร้างหลักประกันรายได้แก่ผู้สูงอายุเป็นนโยบายของรัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีผู้พึงพอใจสูงสุดโดยตลอด หรือเกือบร้อยละ 90 ในปี 2553 ส่วนในอดีตตั้งแต่ 2546 – 2549 ช่วงที่ พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายพักชำระหนี้ให้เกษตรกรรายย่อยเป็นนโยบายที่ประชาชนพอใจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และกองทุนหมู่บ้านเป็นนโยบายที่ประชาชนพอใจในระดับสูงมากมาโดยตลอด เช่นเดียวกับนโยบายกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา อย่างไรก็ดี นโยบายปฏิรูปการเมืองก็มีอยู่ในแทบทุกรัฐบาลตั้งแต่ พ.ศ.2546 เป็นต้นมาและประชาชนมีความพึงพอใจนโยบายนี้ในระดับที่เกินครึ่งหนึ่งเล็กน้อย ในช่วง 2546-2550 (ราวร้อยละ 60)และพอใจน้อยมาก (ร้อยละ 35.4) ในปี 2552 เป็นยุครัฐบาลอภิสิทธิ์และเป็นร้อยละ 55.2 ในปี 2553 ส่วนการแก้ปัญหาของสังคมนั้น ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลทักษิณสามารถแก้ปัญหาได้สูงมากกว่าและพบว่ารัฐบาลในเวลาต่อมา กล่าวคือ ในปี 2548 ประชาชนตอบว่ารัฐบาลทักษิณสามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้ถึงร้อยละ 87.8 แต่ความสามารถแก้ไขปัญหาลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ต่อ รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่มีประชาชนเพียงร้อยละ 35.3 ที่ตอบว่ารัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาได้ และค่อยๆ เพิ่มขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่ก็มีเพียงร้อยละ 50 เท่านั้นที่ตอบว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้ สำหรับความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ ผลการศึกษามีดังนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 – 2553 พบว่า นายกรัฐมนตรีที่ยังครองใจประชาชนสูงสุด คือ พันตำรวจโทดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้คะแนนความเชื่อมั่นสูงสุดปี 2547 หรือกว่าร้อยละ 90 (ร้อยละ 92.9) และลดลงอย่างมากในปี 2549 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการต่อต้านนายกฯ ทักษิณ โดยกลุ่มพันธมิตร เมื่อถึงรัฐบาลสุรยุทธ์ที่มาจากการแต่งตั้งหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พบว่า ไม่ถึงร้อยละ 50 (ร้อยละ 45.2) เชื่อมั่นต่อนายกฯ สุรยุทธ์และระดับความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรีก็ลดลงเรื่อยๆ จนถึงระดับต่ำมาก (ร้อยละ37.6) ช่วงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีและค่อยๆ เพิ่มขึ้นในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี (ร้อยละ 60) ส่วนคณะรัฐมนตรีนั้นได้รับคะแนนความเชื่อมั่นน้อยกว่าตัวนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอดในทุกสมัยและช่วงที่ห่างที่สุด คือ พ.ศ.2547 ขณะที่นายกฯ ทักษิณได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด (ร้อยละ 92.9) แต่คณะรัฐมนตรีได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 75.5 ห่างกันอยู่ ร้อยละ 17.5 ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ในช่วงปี 2552และ 2553 ความเชื่อมั่นของนายกฯ และคณะรัฐมนตรีห่างกันเกือบร้อยละ 15 ส่วนสถาบันพรรคการเมืองนั้น ได้รับความเชื่อมั่นน้อยมากมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากปี 2550เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนลดความเชื่อมั่นในพรรคการเมืองจนมีประชาชนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ตอบว่าเชื่อมั่นพรรคการเมือง ต่างจากยุคนายกฯ ทักษิณที่ประชาชนครึ่งหนึ่งยังให้ความเชื่อมั่นพรรคการเมือง รัฐสภาเป็นสถาบันที่ทรงเกียรติแต่กลับได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่เลือกสมาชิกรัฐสภามาเองในระดับที่ลดลงโดยลำดับและมีแนวโน้มที่ลดลงจากในอดีตที่กว่าร้อยละ 60 ของประชาชนเชื่อมั่น สส. และ สว. ในปี 2546 – 2549 แต่ลดลงจนเหลือประชาชนไม่ถึงครึ่งที่ยังตอบว่าเชื่อมั่น สส. สว.อยู่ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีแนวโน้มของการได้รับความเชื่อมั่นลดลงเล็กน้อย ในปี 2549ประชาชนร้อยละ 69.5 เชื่อมั่นสถาบันนี้ และในปี 2553 มีประชาชนร้อยละ 59.7 ที่ตอบว่าเชื่อมั่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนเป็นสถาบันที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในลำดับสุดท้ายมาโดยตลอดเวลา8 ปี และมีแนวโน้มที่ประชาชนลดความเชื่อมั่นมาโดยตลอด (จากร้อยละ 40.4 ในปี 2548 เป็นร้อยละ25.1 ในปี 2553) สถาบันทหารและตำรวจ เป็นสถาบันที่ดูแลเรื่องความมั่นคงและรักษากฎหมาย ปรากฏว่า สถาบันทหารเคยได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในปี 2548 (ร้อยละ 84.8) และลดต่ำลงเรื่อยๆ จนเหลือร้อยละ 76.3และ 67.8 ในปี 2552 และ 2553 ตามลำดับ ขณะที่สถาบันตำรวจ ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนคงทรงตัวอยู่ในระดับ ร้อยละ 50-60 มาโดยตลอดเวลา 8 ปี และในปี 2553 จัดเป็นปีที่ความเชื่อมั่นในสถาบันตำรวจและทหารลดต่ำลงมากที่สุดในรอบ 8 ปี สื่อมวลชนที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด คือ โทรทัศน์ รองลงมา คือ หนังสือพิมพ์ แต่ความเชื่อมั่นในสื่อเหล่านี้มีแนวโน้มลดลงมาโดยตลอด 8 ปี ในปี 2553ประชาชนราวครึ่งหนึ่งตอบว่าเชื่อมั่นหนังสือพิมพ์และประชาชนร้อยละ 66.4 หรือ 2 ใน 3 ตอบว่าเชื่อมั่นโทรทัศน์ซึ่งลดลงจากร้อยละ 84.9 ในปี 2547 องค์กรอิสระศาลยุติธรรมเคยได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในปี 2547 (ร้อยละ 86.7) และความเชื่อมั่นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือร้อยละ 71.3 ในปี 2553 เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง แต่อย่างไรก็ดี ศาลยุติธรรมยังเป็นสถาบันที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นสูงสุดในกลุ่มองค์กรอิสระทั้งหมด กลุ่มองค์กรอิสระได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนลดลงมาโดยตลอดในรอบ 8 ปี องค์กรอิสระที่ประชาชนลดความเชื่อมั่นลงมากคือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินการบริการสาธารณะการศึกษาหลายปีย้อนหลัง พบว่า ในช่วง 2547 ประชาชนพอใจการบริการสาธารณะเรื่องไฟฟ้าสูงที่สุดและคงความพอใจต่อการบริการด้านนี้สูงสุดมาโดยตลอดจนถึงปี 2553 ทั้งนี้ร้อยละของความพอใจสูงกว่าร้อยละ 80 โดยตลอด ส่วนการบริการที่ประชาชนพอใจในระดับสูงมาโดยตลอดเช่นกัน คือ น้ำประปาถนน โทรศัพท์ และโรงเรียน ส่วนการบริการที่ประชาชนพอใจค่อนข้างน้อยมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน น้ำเสีย ขยะมูลฝอย จราจรและขนส่งมวลชน และยังมีการบริการฝึกอาชีพที่ประชาชนไม่ถึงครึ่งตอบว่าพอใจและมีแนวโน้มของความพอใจที่ลดลงแสดงได้ว่ารัฐบาลได้ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ถนน ในระดับที่ประชาชนพอใจสูง แต่เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมยังไม่น่าพอใจการใช้บริการของรัฐตั้งแต่ 2548 – 2553 พบว่า มีประชาชนประมาณครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 58.1 ในปี 2548 เพิ่มเป็นร้อยละะ 62.5 ในปี 2553) เคยใช้บริการหรือมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐและเมื่อใช้แล้วมีความพึงพอใจถึงร้อยละ 80 ในทุกๆ ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ การศึกษาพบว่า ประชาชนได้เคยเข้าร่วมกิจกรรมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ถึงร้อยละ 50 ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา แต่เพิ่มเป็นร้อยละ 73.1 ในปี 2553 การเคยร้องเรียนต่อการบริการสาธารณะ ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ประชาชนจำนวนไม่ถึงร้อยละ 3 ที่เคยร้องเรียนการให้บริการของหน่วยงานราชการและเมื่อร้องเรียนก็จะร้องไปยังหน่วยงานนั้นโดยตรงเป็นส่วนมาก ส่วนเมื่อร้องเรียนแล้วได้รับการตอบสนองหรือไม่นั้น ประมาณครึ่งหนึ่งตอบว่าได้รับการตอบสนองและกว่าร้อยละ 60 ตอบว่าพอใจ เช่นเดียวกับร้องเรียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนไม่ถึงร้อยละ 3 ที่มีประสบการณ์นี้แต่กว่าร้อยละ 60 ได้รับการตอบสนอง ขณะที่ประมาณร้อยละ 60 ที่ตอบว่าพอใจ ความคิดเห็นเรื่องการทุจริต ประชาชนมีแนวโน้มพบเห็นการทุจริตมากขึ้น (ร้อยละ 10.4 ในปี 2546 เป็นร้อยละ 17.3 ในปี2552 และ 17.4 ในปี 2553) แต่ประชาชนที่มีทัศนคติยอมรับกับการทุจริตมีแนวโน้มลดลง กล่าวคือประชาชนที่เห็นด้วยกับ บางครั้งคอรัปชั่นในรัฐบาลก็มีความจำเป็นเพื่อให้งานลุล่วงไป ลดลงจากร้อยละ20.3 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 14.6 ในปี 2552 และร้อยละ 13.3 ในปี 2553 อนึ่ง ประชาชนยังเห็นว่าการคอรัปชั่นและรับสินบนในระดับประเทศมีมากกว่าในระดับท้องถิ่นมาโดยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โดยสรุปจากผลการศึกษานี้ยังพบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจนโยบายของรัฐบาลทักษิณเป็นอย่างมากและต่อเนื่องมาถึงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่พยายามต่อยอดจากนโยบายเดิม แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังไม่สามารถครองความเชื่อมั่นให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เมื่อเทียบกับรัฐบาลในอดีตนอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนยังคงให้ความเชื่อมั่นสถาบันศาล และแม้แต่สถาบันทหารได้รับความเชื่อมั่นลดลงแต่ยังคงมีคะแนนความเชื่อมั่นในลำดับต้นๆ ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนยังเป็นสถาบันที่ประชาชนเชื่อมั่นน้อยที่สุดโดยตลอด ที่น่าเป็นห่วงคือ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบต่างๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด การศึกษานี้พบว่า ประชาชนยังไม่นิยมร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่กระนั้นประชาชนที่ได้รับการบริการนั้นๆ กว่าครึ่งก็พอใจในการบริการที่ได้รับ ส่วนการยอมรับการทุจริตของคนไทยเริ่มเห็นแนวโน้มลดลงบ้างซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่การพบเห็นการทุจริตยังไม่ลดลง