กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบที่เหมาะสมของการจัดการความรู้ในการการพัฒนาครูสายผู้สอนให้มีศักยภาพในการทำผลงานทางวิชาเพื่อเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ 2) เปรียบเทียบศักยภาพด้านวิชาการของครูสายผู้สอนในด้าน การสร้างและพัฒนานวัตกรรม การจัดการเรียนการสอน และการวิจัย ระหว่างก่อนการจัดโครงการการจัดการความรู้และหลังการจัดโครงการการจัดการความรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ตรวจผลงานทางวิชาการ 6 คน ผลงานทางวิชาการ 21 ชุด ซึ่งได้มาโดยการเจาะจง และครูที่มีคุณสมบัติส่งผลงานทางวิชาการเพื่อขอกำหนดวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ 125 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม ( Cluster sampling ) ดำเนินการวิจัยโดยอาศัยระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้รูปแบบการทดลอง 1 กลุ่ม ทดสอบก่อนและหลังการอบรม (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำผลงานวิชาการ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (Dependent sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการความรู้ ในการการพัฒนาครูสายผู้สอนให้มีศักยภาพในการทำผลงานทางวิชาเพื่อเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ ประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ 4 ขั้น คือ 1) การบริหารจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ ประกอบด้วย การกำหนดความรู้ การสร้างความรู้ และการเลือกกรองความรู้ 2) การจัดเก็บความรู้ 3) การบริหาจัดการเพื่อนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 4) การยกระดับความรู้โดยข้อมูลย้อนกลับ มีความเหมาะสมเชิงปริมาณด้านประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของผลลัพธ์เท่ากับ85.9/76.8 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และผู้ทรงคุณวุฒิให้การรับรองความเหมาะสมเชิงคุณภาพ 2. หลังการอบรมในโครงการเพิ่มศักยภาพทางวิชาการโดยอาศัยการจัดการความรู้ครูมีศักยภาพทางวิชาการสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .01