Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2565

การพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดจากสับปะรด สำหรับสุกรหลังหย่านมและไก่กระทง เพื่อเพิ่มการย่อยได้ปรากฏของโภชนะ สมรรถนะการผลิต และสุขภาพทางเดินอาหาร

พิทักษ์พล พรเอนก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พ.ศ. 2565

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดจากสับปะรด สำหรับสุกรหลังหย่านมและไก่กระทง เพื่อเพิ่มการย่อยได้ปรากฏของโภชนะ สมรรถนะการผลิต และสุขภาพทางเดินอาหาร โดยแบ่งออกเป็น 2 การทดลอง ดังนี้การทดลองที่ 1 การพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดจากสับปะรด สำหรับสุกรหลังหย่านมการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสารสกัดสับปะรดเข้มข้นในอาหารสุกรหลังหย่านม เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเจริญเติบโต การย่อยได้ปรากฏของโภชนะ และสุขภาพระบบทางเดินอาหาร วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ในบล็อคมีอาหารทดลอง 4 ทรีตเมนท์ คือ 1) อาหารสูตรพื้นฐาน (control) 2) อาหารสูตรพื้นฐาน + สารสกัดสับปะรดที่ระดับ 10 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 3) อาหารสูตรพื้นฐาน + สารสกัดสับปะรดที่ระดับ 20 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม และ 4) อาหารสูตรพื้นฐาน + สารสกัดสับปะรดที่ระดับ 30 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม หน่วยทดลองคือสุกรลูกผสม 3 สายพันธุ์ (ดูร็อค x แลนด์เรช x ลาร์จไวท์) หย่านมที่อายุเฉลี่ย 21 วัน น้ำหนักตัวเฉลี่ย 12 กิโลกรัม จำนวน 24 ตัว แบ่งเป็นเพศผู้ตอน 12 ตัว และเพศเมีย 12 ตัว ในแต่ละทรีทเมนต์ประกอบด้วย สุกรเพศผู้ตอน 3 ตัว และสุกรเพศเมีย 3 ตัว ลูกสุกรแต่ละตัวถูกเลี้ยงในคอกขังเดี่ยวให้อาหารและน้ำแบบเต็มที่ เป็นระยะเวลา 28 วันหลังการหย่านมผลการทดลองพบว่า การเสริมสารสกัดสัปปะรดในอาหารที่ระดับ 20 ถึง 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของอาหาร มีผลทำให้สามารถลด pH ในกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนกลาง (Jejunum) ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เสริม (P0.05) การเสริมสารสกัดสับปะรดในอาหารทุกระดับไม่มีผลทำให้ค่าความสูงวิลลัส (Villus height) ค่าความลึกของคริปท์ออฟ ไลเบอร์คูน (Cryptal depth) และสัดส่วนของความสูงของวิลลัสต่อความลึกของคริปท์ออฟ ไลเบอร์คูนของสุกรทุกกลุ่มแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) สรุป ระดับการเสริมสารสกัดสัปปะรดในอาหารที่เหมาะสมสุกรหลังหย่านมคือ ระดับ 20 ถึง 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของอาหาร เนื่องจากสามารถเพิ่มสมรรถนะการผลิตและการเจริญเติบโต เพิ่มการย่อยได้ของโปรตีนในอาหาร ลดจำนวนจุลินทรีย์ก่อโรคในลำไส้เล็ก และมีแนวโน้มที่อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีขึ้น ต้นทุนการเปลี่ยนอาหารต่อนํ้าหนักที่เพิ่มจะดีขึ้นการทดลองที่ 2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดจากสับปะรด สำหรับไก่กระทงการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสารสกัดสับปะรดเข้มข้นในอาหารไก่กระทง ต่อการย่อยได้ปรากฏของโภชนะ สมรรถนะการผลิต และสุขภาพทางเดินอาหารของไก่กระทง โดยใช้อายุ 1 วัน แยกเพศ คือ เพศผู้ 144 ตัว เพศเมีย 144 ตัว รวมทั้งสิ้น 288 ตัว วางแผนการทดลอง 6x2 แฟลทอเรียลในแผนการทดลองสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยกลุ่มทดลองทั้งหมด 12 กลุ่มๆละ 6 ซ้ำๆละ 4 ตัวประกอบด้วย 2 ปัจจัย ปัจจัยแรกคืออัตราการเสริมสารสกัดสับปะรดเข้มข้นที่ระดับ 0, 5, 10, 15, 20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอาหารและสารปฏิชีวนะคลอร์เตตราไซคลีน110 ppm ปัจจัยที่สองคือ เพศ ได้แก่ เพศผู้ และเพศเมียให้อาหารและน้ำกินแบบเต็มที่ (Ad Libitum) เป็นระยะเวลา 42 วัน โดยทำการเก็บข้อมูลสมรรถภาพการเจริญเติบโต การย่อยได้ปรากฏของโภชนะ การเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์และค่าความเป็นกรด-ด่างในกระเพาะอาหารและลำไส้ และลักษณะจุลกายวิภาคของลำไส้ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลหาความแปรปรวน (Analysis of Variance) และเปรียบเทียบค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดย Duncans New Multiple Range Test (DMRT) ผลการทดลองพบว่าอิทธิพลร่วมระหว่างอัตราการเสริมสารสกัดสับปะรด สารปฏิชีวนะคลอร์เตตราไซคลีน 110 ppm และเพศ ในทุกทรีทเมนต์คอมบิเนชั่น ไม่มีผลทำให้สมรรถภาพการเจริญเติบโต การย่อยได้ปรากฏของโภชนะ การเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์และค่าความเป็นกรด-ด่างในกระเพาะอาหารและลำไส้ และลักษณะจุลกายวิภาคของลำไส้ที่ศึกษาแตกต่างกันในทางสถิติ (P>0.05)เมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลักจากอัตราการเสริมสารสกัดสับปะรด สารปฏิชีวนะคลอร์เตตราไซคลีน 110 ppm พบว่า การเสริมสารสกัดสัปปะรดในอาหารที่ระดับ 5-10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของอาหารไก่กระทง สามารถลด pH ในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) มีผลทำให้ปริมาณการกินอาหารของไก่กระทงลดลง (P0.05) แต่มีแนวโน้มทำให้อัตราแลกน้ำหนักและต้นทุนการเปลี่ยนอาหารต่อนํ้าหนักที่เพิ่มของไก่กระทงดีกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทำการเสริมการเสริมสารสกัดสับปะรดที่ระดับ 5-20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของอาหาร ลงในอาหารไก่กระทง สามารถทำให้การย่อยได้ปรากฏของโปรตีนดีขึ้น และจำนวนจุลินทรีย์ในลำไส้ลดลง และยังพบว่าการเสริมสารสกัดสับปะรดที่ระดับ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของอาหาร ลงในอาหารไก่กระทง สามารถทำให้การย่อยได้ปรากฏของไขมันดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เสริม (P<0.05)เมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลักจากเพศ พบว่า การเสริมสารสกัดสัปปะรดในอาหารมีผลทำให้ค่า pH ของลำไส้เล็กส่วนกลาง (jejunum) และส่วนปลาย (ilium) ในไก่เพศผู้สูงกว่าไก่เพศเมีย(P<0.05) ส่วนจำนวนจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กที่พบในไก่เพศผู้น้อยกว่าไก่เพศเมีย (P<0.05) สรุป ระดับการเสริมสารสกัดสัปปะรดในอาหารที่เหมาะสมสำหรับไก่กระทงคือ ระดับ 5 ถึง 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของอาหาร เนื่องจากไม่ส่งผลต่อสมรรถนะการเจริญเติบโต แต่ทำให้การย่อยได้ปรากฏของโปรตีนและไขมันดีขึ้น ลดจำนวนจุลินทรีย์ก่อโรคในลำไส้เล็ก และมีแนวโน้มทำให้อัตราแลกน้ำหนักและต้นทุนการเปลี่ยนอาหารต่อนํ้าหนักที่เพิ่มของไก่กระทงดีกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทำการเสริมคำสำคัญ: สุกร, ไก่กระทง, สารสกัดสับปะรด, สมรรถภาพการผลิต, การย่อย, สุขภาพ

คำสำคัญ

HealthสุขภาพสุกรสมรรถภาพการผลิตPigproduction performanceBroiler chickenการย่อยไก่กระทงdigestiveสารสกัดสับปะรด

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การวิจัยประสิทธิภาพการใช้เปลือกสับปะรดเป็นอาหารหยาบ ผลพลอยได้ของมันสําปะหลัง จากการผลิตเอทานอลเป็นแหล่งอาหารพลังงาน และพืชตระกูลถั่วท้องถิ่น เป็นแหล่งอาหารเสริมโปรตีนในการเลี้ยงโคเนื้อ

วีระพล แจ่มสวัสดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พ.ศ. 2558

การใช้เปลือกสับปะรดและหญ้าแพงโกล่าเป็นแหล่งอาหารหยาบร่วมกับอาหารข้นระดับต่างๆขุนแพะลูกผสม

นายธงชัย ปอศิริ กรมปศุสัตว์ พ.ศ. 2551

การผลิตไซเดอร์จากผลพลอยได้จากกระบวนการแปรรูปสับปะรดเพื่อพัฒนาเป็นเครื่องดื่มช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะความผิดปกติของเมแทบอลิก

ปณคพร วรรณานนท์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

การใช้เปลือกสับปะรดในอาหารผสมเสร็จหมักเพื่อใช้เลี้ยงแพะระยะให้นม 1. ผลของระดับเปลือกสับปะรดที่เหมาะสมต่อกระบวนการหมักและคุณภาพของอาหารผสมเสร็จหมัก

นายสมศักดิ์ เภาทอง กรมปศุสัตว์ พ.ศ. 2551

การใช้เปลือกสับปะรดในอาหารผสมเสร็จหมักเพื่อใช้เลี้ยงแพะระยะให้นม 2. ผลของการใช้เปลือกสับปะรดในอาหารผสมเสร็จหมักต่อปริมาณการกินได้ นิเวศน์วิทยาในกระเพาะรูเมน การย่อยได้ การสังเคราะห์จุลินทรีย์โปรตีน และการสะสมโภชนะของแพะลูกผสมพื้นเมือง-ซาเนน 50 เปอร์เซ็นต์

นายสมศักดิ์ เภาทอง กรมปศุสัตว์ พ.ศ. 2551

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากสับปะรด และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ต้องการตามหลักสุขลักษณะที่ดี

ณัฎวลิณคล เศรษฐปราโมทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พ.ศ. 2556

การออกแบบ และสร้างเครื่องผลิตอาหารสัตว์จากเศษเหลือของสับปะรดพันธ์นางแล และพันธ์ภูแล

เสกสรรค์ วินยางค์กูล มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2560

การพัฒนากระบวนการตกตะกอนเอนไซม์โบรมีเลนจากต้นสับปะรดแบบต่อเนื่อง

ปราโมทย์ คูวิจิตรจารุ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2564

การปรับปรุงกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากใบและจุกสับปะรด

จุฬารัตน์ หงส์วลีรัตน์ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2562

การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเอทานอลจากการหมักกากสับปะรด

ทิพรัตน์ ติฆะปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พ.ศ. 2555