การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง เสื่อใบเตยป่า สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จาก ภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง เสื่อใบเตยป่า สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ และ 2) เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง เสื่อใบเตยป่า สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ด้านเจตคติทางวิทยาศาสตร์ และ ด้านความคิดเห็นของนักเรียน โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง เสื่อใบเตยป่า สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ และระยะที่ 2 ศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง เสื่อใบเตยป่า เป็นการนำคู่มือการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง เสื่อใบเตยป่า สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน รูปแบบการจัดการเรียนการสอนกำหนดหน่วยบูรณาการไว้ 3 หน่วย มีองค์ประกอบการจัดการเรียนการสอน ไว้ดังนี้ หลักการและเหตุผล จุดมุ่งหมาย โครงสร้างเนื้อหา หน่วยการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน เครื่องมือประเมินผล และการประเมินผลเรียนรู้ โดยมีกระบวนการเรียน การสอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นตั้งคำถาม 2) ขั้นเตรียมการค้นหาคำตอบ 3) ขั้นดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ และ 4) ขั้นสรุปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนระดับประถมศึกษา ปีที่ 4-6 ในโรงเรียนบ้านห่องขอน จำนวน 1 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดความสามารถในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมินพฤติกรรมด้านเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ The Wilcox on Matched Pairs Signed – Rank Test ผลการวิจัยพบว่า ได้รูปแบบการฯที่ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่า อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนตามรูปแบบ ฯ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ยู่ในเกณฑ์ระดับมาก และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ อยู่ในเกณฑ์ระดับมาก