การศึกษาเพื่อสร้างแนวทางและวิธีการประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย (ปีที่ 1)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากการศึกษาพัฒนาการ หลักการ รูปแบบ วิธีการต่าง ๆ และตัวอย่างของการประเมินผลกระทบทางสังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทาให้ทราบถึงข้อบกพร่อง และปัญหาของการประเมินผลกระทบทางสังคม (SIA) สาหรับประเทศไทย โดยสามารถจัดทาเป็นแนวทางการพัฒนาและวิธีการจัดทารายงานประเมินผลกระทบทางสังคม สาหรับประเทศไทย ได้ดังนี้ 4.2.1 แต่งตั้งคณะกรรมการ สาหรับควบคุม กากับ และดูแล ในส่วนของการประเมินผลกระทบทางสังคมโดยเฉพาะ พร้อมทั้งจัดตั้งหน่วยงานรองรับคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้การทางานมีเอกภาพและเป็นไปในลักษณะเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงานและเพิ่มประสิทธิภาพของการทางานมากยิ่งขึ้น 4.2.2 ออกกฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ สาหรับเปิดโอกาสให้กับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านสังคมศาสตร์ สาขาต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทารายงานการประเมินผลกระทบทางสังคม เนื่องจากในปัจจุบันบุคลากรผู้จัดทารายงานการประเมินผลกระทบทางสังคม ส่วนใหญ่มาจากสาขาทางสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยา 4-5 โดยตรง จึงอาจทาให้ขาดความเข้าใจที่เพียงพอในมิติของการศึกษาทางสังคม และอาจทาให้ผลการศึกษาและการประเมินผลกระทบทางสังคมขาดความถูกต้อง แม่นยา และมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ในการกากับดูแลรายงานการประเมินผลกระทบทางสังคม ต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านสังคมวิทยารวมอยู่ด้วย 4.2.3 กาหนดเงื่อนไข ข้อบังคับ หรือกฎระเบียบ ให้รายงานการประเมินผลกระทบทางสังคมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติโครงการพัฒนาต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรงกับมนุษย์และสังคม เพื่อให้เจ้าของโครงการเกิดความตระหนักและใส่ใจกับมนุษย์และสังคมมากขึ้น 4.2.4 การจัดทารายงานการประเมินผลกระทบทางสังคม ควรเน้นให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เนื่องจากเป็นหัวใจหลักของการประเมินผลกระทบทางสังคม เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการอนุมัติโครงการ 4.2.5 พัฒนาและจัดทาคู่มือแนวทางและหลักการสาหรับการประเมินผลกระทบทางสังคมในบริบทของสังคมไทยขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งป้องกันความสับสนของการจัดทารายงานการประเมินผลกระทบทางสังคม และทาให้ง่ายต่อการพัฒนาหลักการ รูปแบบ และขั้นตอนในการจัดทารายงานการประเมินผลกระทบทางสังคมในอนาคต 4.2.6 พัฒนารูปแบบการนาเสนอผลการประเมินผลกระทบต่อสังคมให้ง่ายต่อการสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยแสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าถ้ามีโครงการพัฒนานี้เกิดขึ้น ผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากถ้าทาให้ประชาชนหรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการเข้าใจได้ง่าย จะทาให้เกิดการยอมรับ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการวิเคราะห์ วางแผน ติดตาม และตรวจสอบผลการดาเนินการของโครงการที่ต้องมีการประเมินผลกระทบทางสังคมได้ง่ายเช่นกันด้วย 4.2.7 สร้างเกณฑ์และค่ามาตรฐานที่ใช้กับการประเมินผลกระทบทางสังคมโดยเฉพาะขึ้น เนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินและวัดค่ามาตรฐานต่าง ๆ จากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในบางกรณีอัตราการปล่อยมลพิษ เมื่อประเมินตามมาตรฐานการควบคุมมลพิษ อาจไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่อาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สังคม และวิถีชีวิตของชุมชนได้ 4.2.8 จัดตั้งคณะกรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ (Grievance Handling Committees) ขึ้นมาดูแลและตรวจสอบการทางานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบทางสังคม เพื่อเพิ่มช่องทางการตรวจสอบการทางานของเจ้าหน้าที่และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายมากขึ้น