ปัญหาข้อขัดข้องการบังคับใช้กฎหมายวิธีพิจาราณาคดีผู้บริโภค
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค และหาแนวทางในการแก้ปัญหาและข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงเอกสารควบคู่กับการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการประชุมย่อยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระดมความคิดเห็น เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า บทบัญญัติในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ยังมีปัญหาข้อขัดข้องบางประการได้แก่ ๑) ปัญหาเกี่ยวกับคำนิยาม “คดีผู้บริโภค”กฎหมายยึดสถานะหรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความเป็นสำคัญ ๒) ปัญหาความล่าช้าในการดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการวินิจฉัยประเภทคดีว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งการให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่นั้น เป็นการสอดคล้องกับหลักการในเรื่องของความเป็นเอกภาพ ส่วนความล่าช้าต้องเร่งรัดในการทำงาน ๓) การจำกัดเขตอำนาจศาลในการฟ้องคดีนั้น ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจฟ้องผู้บริโภคต้องฟ้องคดีที่ศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่เท่านั้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคที่จะต่อสู้คดี ๔) ปัญหาเกี่ยวกับความไม่เพียงพอและความไม่พร้อมของเจ้าพนักงานคดี ควรเพิ่มจำนวนเจ้าพนักงานคดีให้มากกว่าเดิมและมีช่องทางให้เจ้าพนักงานคดีสามารถก้าวหน้าในอาชีพได้ ๕) บทบาทของศาลในการแสวงหาข้อเท็จจริง เห็นว่าศาลยังใช้อำนาจในการไต่สวนคดีผู้บริโภคยังไม่เต็มที่ เนื่องจากผู้พิพากษายังขาดความชำนาญในการไต่สวนและเคยชินกับระบบกล่าวหา ๖) ผู้บริโภคเสียเปรียบในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่รวดเร็ว (๗) กระบวนการในการออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แนวทางการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของกฎหมายสารบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคนั้น ควรมีการจัดทำประมวลกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดที่จำเป็นเกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภค การละเมิดสิทธิของผู้บริโภค และมาตรการในการเยียวยาความเสียหาย ส่วนปัญหาเกี่ยวกับบทนิยาม ควรตีความคำนิยาม “คดีผู้บริโภค” “ผู้บริโภค” “ผู้ประกอบธุรกิจ” ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ หรืออกกฎหมายแก้ไขคำนิยาม นอกจากนี้ ควรจัดให้มีการเผยแพร่แนวคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ว่าคดีใดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ทำให้คดีที่จะขึ้นสู่การวินิจฉัยลดน้อยลงและสามารถแก้ไขปัญหาความล่าช้าของคดีได้ และควรมีการทบทวนนโยบายใหม่ว่าคดีผู้บริโภคทั้งหมดควรสิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์หรือไม่หรือขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ภายใต้ระบบอนุญาตให้ฎีกา ส่วนปัญหาเกี่ยวกับการไต่สวนคดีเพื่อหาข้อเท็จจริงนั้น อาจแก้ไขได้โดยการจัดทำคู่มือตุลาการและกำหนดประสบการณ์และอายุงานของผู้พิพากษาที่จะนั่งเป็นองค์คณะในคดีผู้บริโภค ส่วนปัญหาเกี่ยวกับเจ้าพนักงานคดี ควรจัดทำคู่มือให้แก่เจ้าพนักงานคดีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาแนวทางในการปฏิบัติงานสม่ำเสมอ ในกรณีเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้น หากผู้บริโภคชนะคดีในที่สุดและได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมตามพ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ กฎหมายก็ควรให้ผู้บริโภคได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆ ที่ผู้บริโภคต้องเสียไปในการดำเนินคดีจากผู้ประกอบธุรกิจที่แพ้คดี