Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2563

การพัฒนากระบวนการผลิตปลาช่อนเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

เจษฎา อิสเหาะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2563

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บทคัดย่อแผนงานวิจัยนี้ได้แบ่งออกเป็น 3 แผนงานย่อยแผนงานย่อยที่ 1 การพัฒนากระบวนการผลิตปลาช่อนเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน ซึ่งจะประกอบด้วย 2 แผนย่อย คือ แผนย่อยที่ 1 การศึกษาดุลของออกซิเจน(Oxygen budget) ภายในบ่อเลี้ยงปลาช่อน เพื่อประเมินอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสม(Stocking density) การศึกษาดุลของออกซิเจนภายในบ่อเลี้ยงปลาช่อนในกระชังที่แขวนในบ่อดินในครั้งนี้ ได้ศึกษาเก็บข้อมูลที่ฟาร์ม ปลาช่อนวิเศษฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ 51/3 ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง โดยใชบ่อที่มีขนาดประมาณ 1 ไร่ และทำการแขวนกระชังขนาด 5 x 10 X 1.5 ลูกบาศก์เมตร ภายในบ่อ จำนวน 4 กระชัง ในแต่ละกระชังจะปล่อยลูกปลาช่อนขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 9.08 กรัม จำนวนกระชังละ 1,150 ตัว โดยภายในบ่อจะมีการติดตั้งเครื่องตีน้ำภายในบ่อจำนวน 1 เครื่อง ขนาด 3 แรงม้า วางไว้หน้ากระชัง ทำการศึกษาเลี้ยงปลาช่อน เป็นระยะเวลา 8 เดือน (32 สัปดาห์) ผลการทดลองพบว่า ในช่วงเวลากลางคืนเครื่องให้อากาศเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนสูงที่สุดมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 87.10?0.25 ของการผลิตทั้งหมด ในขณะที่การบริโภคออกซิเจนพบว่าปลามีบริโภคออกซิเจนสูงที่สุดมีค่าเฉลี่ยร้อยละ88.92?1.96 ของการบริโภคทั้งหมด สำหรับผลการศึกษาประเมินอัตราความหนาแน่นสูงที่บ่อรองรับได้จากการเลี้ยงปลาช่อนในกระชังที่แขวนในบ่อดินของเกษตรกรที่ปล่อยปลาขนาดประมาณ 9 กรัม จำนวน 4,490 ตัว ลงเลี้ยงในกระชังจนได้ขนาดประมาณ 900 กรัม และผลประเมินดุลชองออกซิเจนภายในบ่อเพื่อประเมินอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาในครั้งนี้ พบว่าพบว่าแนวทางการปล่อยปลาในอัตราความหนาแน่นเริ่มต้นดังกล่าวเป็นอัตราความหนาแน่นที่อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการเลี้ยง เพราะปริมาณออกซิเจนที่บ่อผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการของปลาตลอดระยะเวลาการเลี้ยง 32 สัปดาห์ แต่เกษตรกรสามารถที่จะใช้องค์ความรู้ในครั้งนี้มาใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการบ่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ เช่นในครั้งนี้ เกษตรกร สามารถที่จะเพิ่มปริมาณการปล่อยปลาได้อยู่ในช่วงระหว่าง 4950-11,494 ตัวแผนย่อยที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่าง%อัตราการให้อาหารที่เหมาะสมกับปลาช่อนขนาดต่างๆการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่าง%อัตราการให้อาหารที่เหมาะสมกับปลาช่อนขนาดต่างๆในครั้งนี้ ได้ดำเนินการทดลองในบ่อเลี้ยงปลาช่อนในกระชังที่แขวนในบ่อดิน ได้ศึกษาเก็บข้อมูลที่ฟาร์ม ปลาช่อนวิเศษฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ 51/3 ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง โดยใชบ่อที่มีขนาดประมาณ 1 ไร่ และทำการแขวนกระชังขนาด 5 x 10 X 1.5 ลูกบาศก์เมตร ภายในบ่อ จำนวน 4 กระชัง ในแต่ละกระชังจะปล่อยลูกปลาช่อนขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 9.08 กรัม จำนวนกระชังละ 1,150 ตัว โดยภายในบ่อจะมีการติดตั้งเครื่องตีน้ำภายในบ่อจำนวน 1 เครื่อง ขนาด 3 แรงม้า วางไว้หน้ากระชัง ทำการศึกษาเลี้ยงปลาช่อน เป็นระยะเวลา 8 เดือน (32 สัปดาห์) การศึกษานี้หาอัตราการให้อาหารและความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการกินอาหารของปลาช่อน (FI) กับพารามิเตอร์คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลาช่อนที่แขวนในบ่อดิน ผลการศึกษาอัตราการให้อาหารเฉลี่ยของปลาช่อนขนาดเฉลี่ย 9.08?3.32, 18.34?4.22, 46.98?7.83, 112.11?33.79, 216.67?68.75, 334.67?66.56, 458.30?68.77, 609.76?43.45, 735.84?72.32 และ 926.63 ? 50.64 กรัม ที่เลี้ยงในกระชังที่แขวนในบ่อดินตลดอระยะเวลาการเลี้ยง 32 สัปดาห์ พบว่าปลาช่อนมีอัตราการให้อาหารเฉลี่ยเท่ากับ 5.3?0.80, 4.2?0.40, 3.2?0.22, 2.6?0.32, 2.1?0.28, 1.9?0.15, 1.7?0.10, 1.6?0.04, 1.5?0.06 และ 1.4?0.03 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักตัวต่อวัน ตามลำดับ และพบว่าดัชนีคุณภาพน้ำที่มีสัมพันธ์กับอัตราการกินอาหาร และน้ำหนักเพิ่มเฉลี่ยต่อวันของปลาช่อน มี 3 พารามิเตอร์ คือปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (มีความสัมพันธ์ในเชิงลบ) ปริมาณแอมโมเนียรวม (มีความสัมพันธ์ในเชิงบวก) ปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ (มีความสัมพันธ์ในเชิงบวก) โดยดัชนีคุณภาพน้ำทั้ง 3 ตัว (มีความสัมพันธ์ระดับมาก ถึงมากที่สุด) และเมื่อสร้างสมการการถดถอยแบบเส้นตรงเพื่อทำนายอัตราการกินอาหารของปลาช่อน FI ได้สมการที่แม่นยำสุดดังนี้ FI = 0.009FW+10.122TAN-0.955 r2 = 0.999 และได้สมการการถดถอยแบบเส้นตรงทำนายน้ำหนักเพิ่มเฉลี่ยต่อวันของปลาช่อน ที่แม่นยำสุดดังนี้ ADG = 13.839TAN-1.222 r2 = 0.928แผนงานย่อยที่ 2 การเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของผลิตภัณฑ์จากปลาช่อนในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งจะประกอบด้วย 4 แผนย่อย คือแผนย่อยที่ 1 การพัฒนาเครื่องอบแห้งปั๊มความร้อนสำหรับอบปลาช่อน การวิจัยเรื่องการพัฒนาเครื่องอบแห้งปั๊มความร้อนสำหรับอบปลาช่อน เป็นการพัฒนาระบบเครื่องอบแห้งให้เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มสหกรณ์ประมงและการแปรรูปอ่างทอง ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1. พัฒนาเครื่องอบแห้งปั๊มความร้อนประหยัดพลังงานสำหรับอบปลาช่อน 2. เพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิและเวลาต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ปลาช่อนอบแห้ง ผลการวิจัยได้แบ่งเป็น 2 ส่วนดังนี้ ส่วนที่ 1. การพัฒนาเครื่องอบแห้งปั๊มความร้อนสำหรับอบปลาช่อน เป็นการพัฒนาเครื่องอบแห้งปลาช่อนตามความต้องการของกลุ่มผู้ใช้โดยการวิจัยได้นำความต้องการทั้งด้านการแปรรูปและด้านการใช้งานให้เหมาะสมกันโดยการพัฒนาสามารถได้เครื่องอบแห้งปลาช่อนแบบฮีทปั้มสามารถควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาในการทำงานได้ตามต้องการตรงตามความต้องการของชุมชน ส่วนที่ 2 เป็นการศึกษาอุณหภูมิและเวลาที่มีต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาในการวิจัยนี้ได้เลือกการอบปลาช่อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 6 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ความชื้นตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เรื่อง ปลาแดดเดียว (มผช.298/2547) อายุการเก็บรักษาปลาช่อนแดดเดียวที่เหมาะสมที่สุดคือบรรจุในถุงพลาสติกซิลปิดผนึกภายใต้สภาวะแบบสุญญากาศ(4?2องศาเซลเซียส) สามารถเก็บรักษาได้ประมาณ 20 วันซึ่งไม่มีผลต่อผลิตภัณฑ์ โดยบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมควรเป็นถุง high density polyethylene bag (HDPE) ความหนาไม่น้อยกว่า 125 ไมครอนเป็นการเก็บรักษาที่เหมาะสมที่สุด สามารถเพิ่มกำไรจากปัจจุบันปลาช่อนแดดเดียวราคากิโลกรัมละ 250 บาทต่อกิโลกรัมได้ผลกำไรประมาณ 32.30 บาทต่อกิโลกรัม แต่ถ้าแปรรูปด้วยเครื่องอบและมีบรรจุภัณฑ์ที่ถูกหลักอนามัย และสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าเดิมราคาประมาณ 350 บาทต่อกิโลกรัม ได้ผลกำไรประมาณ 130.70 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิมกิโลกรัมละ 98.40 บาทต่อกิโลกรัม จากการตั้งเป้าการแปรรูปร้อยละ 1 จากปลาสด 1.5 ล้านกิโลกรัม(ปลาของทั้งกลุ่ม) คือสามารถนำมาแปรรูป 15,000 กิโลกรัม สามารถเพิ่มกำไรจากเดิมได้ 98.40 บาทต่อกิโลกรัมและสามารถเพิ่มกำไรได้มากขึ้นจำนวน 1,476,000 บาท ซึ่งสามารถคุ้มทุนในระยะเวลา 1 ปี จากเงินวิจัย 656,500 บาท จุดคุ้มทุนในการใช้เครื่องอบปลาช่อนคือการผลิตปลาช่อนอบแห้ง 6,672 กิโลกรัมจึงจะคุ้มทุนหรือระยะเวลาคืนทุนอยู่ในช่วง 5 เดือน – 6 เดือน จึงสามารถคืนทุนได้แผนย่อยที่ 2 แนวทางการส่งเสริมการตลาดออนไลน์สําหรับผลิตภัณฑ์จากปลาช่อน การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์และสื่อสารการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ปลาช่อน การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงผสมผสาน โดยการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็น และกำหนดนโยบายการตลาดที่เหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเป็นเพศหญิง เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2524-2539 (หรือกลุ่ม Gen Y) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ย 10,001-20,000 บาทต่อเดือน เคยซื้อผลิตภัณฑ์ผ่าน Shopee Lazada และ Facebook ด้วยความถี่ 1-2 ครั้งต่อเดือน และมูลค่าในการซื้อ 300 – 500 บาทต่อครั้ง ซึ่งเมื่อดำเนินการส่งเสริมการตลาดออนไลน์แล้ว สามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็น 26,393.33 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 32แผนย่อยที่ 3 การสร้างความเชื่อมันให้ผู้บริโภคด้วยกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับการวิจัยเรื่องการสร้างความเชื่อมันให้ผู้บริโภคด้วยกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อให้กลุ่มสหกรณ์การประมงและแปรรูปอ่างทองเข้าใจและตระหนักในการผลิตอาหารปลอดภัยด้วยกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) 2. พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability)ให้กลุ่มสหกรณ์การประมงและแปรรูปอ่างทอง 3. สามารถพัฒนาสารสนเทศเพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มสหกรณ์การประมงและแปรรูปอ่างทอง ขอบเขตการวิจัยการเก็บข้อมูลในกลุ่มสหกรณ์การประมงและแปรรูปอ่างทอง ผลการวิจัยเป็นการพัฒนาแอปพลิเคชันชื่อ Fish From Farm ที่สามารถดาวน์โหลดจากplay store ทำงานบนระบบปฎิบัติการแอนดรอย์ ผ่านเวปไซต์และเก็บข้อมูลผ่านCloud database สามารถใช้งานได้ทั้งผู้ผลิต ผู้แปรรูป และลูกค้า ซึ่งมีการเชื่อมโยงกันโดยลูกค้าสามารถสแกนQR Codeเพื่อทราบถึงข้อมูลการผลิตและแปรรูปได้ โดยผ่านQR Code เพื่อเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคแผนย่อยที่ 4 การผลิตปลาช?อนร?าและการพัฒนาต?อยอดภูมิป?ญญาท?องถิ่นผลิตผลิตภัณฑ?อาหารจากปลาของกลุ?มผู?ประกอบการจังหวัดอ?างทองเพื่อประโยชน?เชิงพาณิชย์ ปีที่ 1 (พ.ศ.2563)โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารประเภทปลาช่อนร้าจากวัตถุดิบปลาช่อนของชุมชนให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค 2) เพื่อพัฒนาตราสินค้า ฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและถูกต้องตามมาตรฐานอาหาร 3) เพื่อเผยแพร่/ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทปลาช่อนร้า สู่ชุมชนเป้าหมาย 4) เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการสำหรับขอรับรองมาตรฐานอาหาร โดยการนำปลาที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 500 กรัม หรือขนาด 2-3 ตัว/กก. ผลการวิเคราะห์คุณภาพของปลาช่อนสด พบว่า มีปริมาณความชื้นระหว่าง 56.34 - 76.37 ไขมัน 0.26- 2.85 โปรตีน 18.72 - 29.90 และเถ้า 1.22- -6.23 พบปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด เท่ากับ 1.2?107 - 4.8?107 โคโลนีต?อ 1 กรัม ผู้ชิมให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ปลาช่อนร้าที่ประกอบด้วยปลาช่อนสด 10 กก. เกลือ 1 กก. ข้าวคั่ว 1 กก. หมัก 4 สัปดาห์ (อุณหภูมิห้อง 30?2 ๐C) ผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มค่าสีเพิ่มขึ้น (p?0.05) ที่ได้มีค่าสีความสว่าง (L*) ค่าสีแดง-สีเขียว (a*) และสีเหลือง-น้ำเงิน (b*) ค่า L* เท่ากับ 60.41?0.78 -60.70?1.14 a* เท่ากับ -2.26?0.32- (-0.58?0.50) ค่า b*เท่ากับ4.01?2.45 - 4.51?0.42 คุณภาพทางเคมีของผลิตภัณฑ์ปลาช่อนร้า พบว่า เมื่อระยะเวลาการหมักผลิตภัณฑ์ปลาช่อนร้านานขึ้นปริมาณโปรตีน ไขมัน เถ้า ปริมาณความชื้น ความเป็นกรดด่าง (pH) และค่าวอเตอร์แอดติวิตี้ (aw) ของปลาช่อนร้ามีแนวโน้มลดลง (p?0.05) มีค่าปริมาณโปรตีนอยู่ในช่วง 26.40?0.15-26.40?0.01 ไขมันอยู่ในช่วง 6.57?0.29-6.16?0.49 เถ้าอยู่ในช่วง 2.94?0.55-2.14?0.03 และปริมาณความชื้นอยู่ในช่วง 62.74?0.17-64.30?0.04 ความเป็นกรดด่าง (pH) อยู่ในช่วง 6.09?0.02-5.98?0.02 และ ค่าวอเตอร์แอดติวิตี้ (aw) อยู่ในช่วง 1.00?0.03 - 0.98?0.03 พบจุลินทรีย์ได้แก่ ยีสต์และรา (Yeasts and Mold) เอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) และ สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ไม่เกินประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ปลาร้า มกษ.7023-2561 การศึกษาอายุการเก็บรักษาและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมของปลาช่อนร้า พบว่า การบรรจุผลิตภัณฑ์ปลาช่อนร้า บรรจุในถุงพลาสติกซิลปิดผนึกภายใต้สภาวะแบบสุญญากาศสามารถถนอมและยืดอายุผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าการบรรจุในถุงพลาสติกซิลปิดด้วยความร้อนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ปลาร้าสามารถเก็บรักษาภายใต้อุณหภูมิอุณหภูมิห้องห้อง (35?2องศาเซลเซียส) ได้มากกว่า 1 เดือน และภายใต้อุณหภูมิแช่เย็น (4?2องศาเซลเซียส) เก็บรักษาได้มากกว่า 3 เดือน หลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาช่อนร้าขายออกกิโลกรัมละ 300-350 บาท ได้กำไรเพิ่มขึ้น 230-280 บาท/กิโลกรัม จากราคาปลาสดขายออกหน้าบ่อราคากิโลกรัมละ 70 บาท ดังนั้นการผลิตปลาช่อนร้าเพื่อต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากปลา (ปลาช่อนร้า) ของกลุ่มผู้ประกอบการจังหวัดอ่างทองเพื่อประโยชน์เชิงพานิชย์ จึงตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลเกษตร บนฐานความรู้ความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาส่งผลต่อการพึ่งพาตนเองของชุมชนก่อเกิดชุมชนเข้มแข็งแผนงานย่อยที่ 3 การพัฒนากระบวนการผลิตปลาช่อนโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะประกอบด้วย 2 แผนย่อย คือแผนย่อยที่ 1 ดุลไนโตรเจน ปริมาณฟอสฟอรัสที่เกิดขึ้นในบ?อเลี้ยงปลาช?อนแบบหนาแน?นที่มีระดับการจัดการต?างกัน 3 ระดับการศึกษาดุลไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในบ?อเลี้ยงปลาช?อนแบบหนาแน?นที่มีระดับการการเปลี่ยนถ่ายน้ำต?างกันสามระดับ ทำการศึกษาในบ่อดินขนาดประมาณ 1200 ตารางเมตร จำนวน 6 บ่อ อัตราการปล่อย10000 ตัว/บ่อ เก็บตัวอย่างน้ำ ดินและปลา เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสารประกอบไนโตรเจนและฟอสฟอรัส พบว่า สัดส่วนของแหล่งที่มาหลักไนโตรเจนในบ่อปลามาจากอาหารที่ให้ปลากิน ส่วนแหล่งไนโตรเจนหลักที่สูญเสียออกไปจากบ่อพบว่าจะสูญเสียอยู่ในรูปของเนื้อปลามีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุด ส่วนแหล่งที่มาหลักฟอสฟอรัสในบ่อปลามาจากอาหารที่ให้ปลากิน ส่วนแหล่งฟอสฟอรัสหลักที่สูญเสียออกไปจากบ่อพบว่า จะอยู่สะสมในเนื้อดินมีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุด ตามด้วยการสะสมในเนื้อปลา การใช้ผักโหระพาและสาระแหน่ มีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงปลาช่อนมีควาแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนับสำคัญเมื่อเปรียบเทียบชุดควบคุมที่ไม่มีผัก และน้ำที่ผ่านการบำบัดด้วยพืชพบว่ามีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแผนย่อยที่ 2 การบำบัดน้ำทิ้งที่ปล่อยออกจากบ่อเลี้ยงปลาช่อนด้วยเทคนิคการถ่ายน้ำและการตกตะกอนน้ำทิ้งที่ระบายออกจากบ่อเลี้ยงปลาช่อนแบบหนาแน่นระหว่างการเก็บเกี่ยว มักมีคุณภาพต่ำ ไม่ผ่านเกณฑ์ค่ามาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด พ.ศ.2550 และสร้างมลภาวะ จึงจำเป็นต้องศึกษาและปรับปรุง ด้วยเทคนิคการถ่ายน้ำและตกตะกอนที่มีประสิทธิภาพ จากการวิเคราะห์คุณภาพน้ำภายในบ่อเลี้ยงปลาช่อนของเกษตรกร จ.อ่างทอง ก่อนเริ่มเก็บเกี่ยว ระหว่างการเก็บเกี่ยว และระหว่างการการตกตะกอนน้ำทิ้ง 48 ชม. พบว่า คุณภาพน้ำในบ่อปลาช่อน มีความแตกต่างกันในทุกระดับความลึก (P<0.05) โดยคุณภาพลึกกว่า 100 ซม.จากผิวน้ำไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และการสูบน้ำทิ้งด้วยเครื่องพญานาคโดยวางหัวกะโหลกติดกับพื้นก้นบ่อ ทำให้ตะกอนฟุ้งกระจายและคุณภาพน้ำทิ้งโดยรวมทั้งบ่อตลอดการเก็บเกี่ยว ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยปริมาณสารแขวนลอยในน้ำเป็นปัญหาสำคัญ และใช้เวลาในการตกตะกอนนานที่สุด การบำบัดน้ำทิ้งด้วยวิธีการตกตะกอน 24 ชั่วโมงช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำทิ้งจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้ทุกค่า โดยสรุปแนะนำว่า เกษตรกรต้องพัฒนาเทคนิคการระบายน้ำทิ้งที่ไม่รบกวนตะกอนพื้นบ่อให้ฟุ้งกระจาย ไม่ทำให้น้ำขุ่น โดยอาจใช้ท่อระบายน้ำเป็นข้องอ ใช้วิธีกาลักน้ำ หรือให้ยกปลายหัวกะโหลกท่อสูบน้ำสูงกว่าพื้นก้นบ่อระหว่างระบายน้ำบนของบ่อ และบำบัดเฉพาะน้ำส่วนใกล้พื้นบ่อซึ่งมีปริมาณน้อยลงมากแล้วต่อไป

คำสำคัญ

เทคโนโลยีปลาช่อนลดต้นทุนการผลิตReduce production costsStriped Snake-Head Fish (Channa striatus)technologies and innovationsและนวัตกรรม

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การพัฒนากระบวนการผลิตปลาช่อนโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

สุภาวดี โกยดุลย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2563

ปลาซิวหางกรรไกรจากธรรมชาติสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

กฤติมา กษมาวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2566

การพัฒนาระบบจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ปลาร้า

พงศกร ชาวเชียงตุง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2564

แนวทางการเพิ่มผลผลิตการเลี้ยงปลาบึกในบ่อดินและในกระชัง เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร

สำเนาว์ เสาวกูล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พ.ศ. 2555

การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารปลาลอยน้ำสำเร็จรูป โดยใช้กรรมวิธีการผลิตแบบพื้นบ้าน

สราวุธ เย็นเอง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล พ.ศ. 2555

แผนการพัฒนาและปรับปรุงระบบการประมงทะเลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงที่ยั่งยืนภายใต้หลักการของมาตรฐานสากล (ปีที่ 2)

บัญชา สุขแก้ว สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2565

การสร้างสูตรมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพการผลิตปลาซิวแก้วสามรสอบกรอบ

กิตติพร สุพรรณผิว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี พ.ศ. 2564

การพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์ในกระชังบกเพื่อรองรับภัยแล้งและความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกร อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

สายรุ้ง สอนสุภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พ.ศ. 2564

การผลิตปลาช่อนร้าและการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาของกลุ่มผู้ประกอบการจังหวัดอ่างทองเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์

จันทร์เพ็ญ บุตรใส มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2563

การศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรมการผลิตการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลา เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์

สุกัญญา ดวงอุปมา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2564