ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถาบันการพลศึกษา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ การศึกษาเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถาบันการพลศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถาบันการพลศึกษา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในกับผลการดำเนินการประกันคุณภาพภายในของสถาบันการพลศึกษา และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพและผลการดำเนินการประกันคุณภาพภายในของสถาบันการพลศึกษา เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ตัวแปรเกณฑ์แต่ละด้านและภาพรวมจากตัวแปรพยากรณ์ทุกตัว และเพื่อสร้างสมการพยากรณ์ตัวแปรเกณฑ์แต่ละด้านและภาพรวมจากตัวแปรพยากรณ์ที่ดี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือคณะกรรมการประกันคุณภาพ ของสถาบันการพลศึกษา จำนวน306 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถาบันการพลศึกษา ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปวิเคราะห์โดยคำนวณหาค่าความถี่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter Regression Analysis)และแบบหลายขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) แล้วสร้างสมการเพื่อการพยากรณ์ (Prediction Equation) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโดยใช้ระบบ PDCAในภาพรวมและในรายด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การวางแผนการปฏิบัติงาน การดำเนินการตามแผนการตรวจสอบประเมินผล และการนำผลการประเมินมาปรับปรุง 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพ มีระดับความคิดเห็น ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านการวางแผนการปฏิบัติงานความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ในการจัดทำปฏิทินปฏิบัติงานฝ่ายต่าง ๆ ส่วนมีการสรุปผลข้อดีข้อเสียของการปฏิบัติงานเป็นระยะและมีการนิเทศระหว่างดำเนินการตามโครงการหรือการสอนมีความคิดเห็นมีความเห็นอยู่ในระดับปานกลาง 3.ผลการประเมินการดำเนินงานประกันคุณภาพภาพรวมอยู่ในระดับดี และผลการประเมินระดับดีมาก 2 วิทยาเขต และระดับดี จำนวน 13 วิทยาเขต 4.ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภาพรวมระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน พบว่าคู่ที่มีความสัมพันธ์กันสูงสุดคือ บุคลากร กับวัฒนธรรมองค์กร ความสัมพันธ์ภาพรวม พบว่าคู่ที่มีความสัมพันธ์กันสูงสุด คือ การตรวจสอบประเมินผล กับการนำผลการประเมินมาปรับปรุง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์คูที่มีความสัมพันธ์กันสูงสุด ผู้บริหาร กับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการประเมินการดำเนินงานประกันคุณภาพคู่ที่มีความสัมพันธ์กันสูงสุด พบว่า คือ บุคลากร กับวัฒนธรรมองค์กร ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผล กับผลการประเมินการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา พบว่า ผู้บริหาร วัฒนธรรมองค์กร และทรัพยากร มีความสัมพันธ์กับผลการประเมินการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถาบันการพลศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 5. ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ 5.1ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาได้แก่ผู้บริหาร การบริหารจัดการ บุคลากร ทรัพยากร และวัฒนธรรมองค์กร ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถาบันการพลศึกษามีค่าเท่ากับ .831 และมีการแปรผันร่วมกันทั้ง 5ตัวแปร คิดเป็นร้อยละ 69 อำนาจการพยากรณ์แต่ละด้านของผู้บริหาร การบริหารจัดการ บุคลากร ทรัพยากร และวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการประเมินการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาที่มีอิทธิพล ได้แก่ ผู้บริหาร การบริหารจัดการ บุคลากร ทรัพยากร และวัฒนธรรมองค์กร ที่ส่งผลต่อผลการประเมินการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถาบันการพลศึกษามีค่าเท่ากับ .415 และมีการแปรผันร่วมกันทั้ง 5 ตัวแปร คิดเป็นร้อยละ 17 โดยที่ปัจจัยด้านบุคลากรที่บุคลากรมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานมีอิทธิพลทางบวกสูงที่สุด รองลงมาเป็นปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กรในการที่บุคลากรมีลักษณะการทำงานเป็นทีม 5.2 การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการวิเคราะห์พบว่าตัวแปรพยากรณ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ตัวแปรด้านผู้บริหาร การบริหารจัดการ และบุคลากรกร มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยของการพยากรณ์ ในรูปคะแนนดิบ เท่ากับ .216, .202 และ .173 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างตัวแปรพยากรณ์และตัวแปรเกณฑ์ เท่ากับ .788 ค่าอำนาจพยากรณ์ได้ ร้อยละ 62 สมการทำนายตัวแปรที่ส่งผลต่อระบบการประกันคุณภาพภายในได้ดังนี้ = 1.1222+0.216X1+0.202 X2 +0.173X3 -0.003X4 +0.105X5 การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ ผลการวิเคราะห์พบว่าตัวแปรพยากรณ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ทรัพยากร มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างตัวแปรพยากรณ์และตัวแปรเกณฑ์ มีค่าเท่ากับ .303 ค่าอำนาจพยากรณ์ได้ร้อยละ 9.2 มีความคลาดเคลื่อนของมาตรฐานพยากรณ์ (S.E.est)เท่ากับ.24338 สมการทำนายตัวแปรที่ส่งผลต่อระบบการประกันคุณภาพภายในได้ดังนี้ 1= 4.077+0.063 X1+0.042X2 -0.002X3 -0.103X4 +0.056X5 5.3 การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)ผลการวิเคราะห์พบว่าตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สามารถพยากรณ์การดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถาบันการพลศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจำนวน 5 ตัวคือ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล และมีแนวคิดในการพัฒนามีระบบการสื่อสาร ระบบข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานที่ครอบคลุม และเป็นปัจจุบันบุคลากรมีลักษณะการทำงานเป็นทีม บรรยากาศของวิทยาเขตเอื้อต่อการพัฒนาและการเรียนรู้ร่วมกัน มีวัสดุอุปกรณ์เหมาะสมและเพียงพอต่อการจัดการศึกษาบุคลากรมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อาจารย์มีความรู้ความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งมีอิทธิพลทางบวก สามารถเขียนเป็นสมการทำนายตัวแปรได้ดังนี้ = .984+.229X11+.137X52 +.098X34+.175X23-.124X55+.117X51+.092X31 การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการประเมินการประกันคุณภาพการศึกษา ภายในของสถาบันการพลศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จำนวน 2 ตัวซึ่งมีอิทธิพลทางบวก มีน้ำหนักความสำคัญของตัวแปรพยากรณ์คือ มีระบบสาธารณูปโภคเพียงพอต่อความต้องการผู้บริหารมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาบุคลากรมีลักษณะการทำงานเป็นทีมสามารถเขียนเป็นสมการทำนายตัวแปรได้ดังนี้ 1= 4.051+.061X12-.084X44+.057X52