การศึกษารูปแบบกิจกรรมนันทนาการที่มีผลต่อความสามารถทางสมองในผู้สูงอายุ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลและเปรียบเทียบผลการเข้าร่วมรูปแบบกิจกรรมนันทนาการที่มีต่อความสามารถทางสมองในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 – 80 ปี จำนวน 54 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 เข้าร่วมโปรแกรมรูปแบบกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรม เกม กีฬา และการละเล่น และ กิจกรรมศิลปะและหัตถกรรม จำนวน 18 คน กลุ่มทดลองที่ 2 เข้าร่วมโปรแกรมรูปแบบกิจกรรมนันทนาการ การเต้นรำ จำนวน 18 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 18 คน โดยกลุ่มทดลองที่ 1 และ 2 เข้าร่วมโปรแกรมรูปแบบกิจกรรมนันทนาการ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมง และผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมด ทำการทดสอบความสามารถด้านการรู้คิดของสมอง จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนการทดลอง (Pre-test) ระหว่างการทดลองในสัปดาห์ที่ 4 (Mid-test) และภายหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 8 (Post-test) โดยใช้ชุดทดสอบความสามารถทางสมองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย แบบทดสอบเวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย (Simple Reaction Time Test) แบบทดสอบเวลาปฏิกิริยาแบบตัวเลือก (Choice Reaction Time Test) แบบทดสอบเทรลเมคคิ่ง (Trail making test : TMT) และแบบทดสอบแฟลงเคอร์ (Flanker test : FKT) และวิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ 3X3 (กลุ่มXเวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอโรนี โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า ความสามารถทางการรู้คิดทางสมองของผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นในแต่ละกลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มทดลองที่ 1 ที่เข้าร่วมโปรแกรมรูปแบบกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรม เกม กีฬา และการละเล่น กิจกรรมศิลปะและหัตถกรรม 8 สัปดาห์ ส่งผลให้ความสามารถทางการรู้คิดภายหลังการทดลองดีขึ้น ได้แก่ ตัวแปรอัตราความถูกต้องของแบบทดสอบเวลาปฏิกิริยาแบบตัวเลือก เวลาที่ใช้ของแบบทดสอบเทรลเมคคิ่ง บี อัตราความถูกต้องของแบบทดสอบแฟลงเคอร์ในรูปแบบที่สอดคล้องกัน และค่าเฉลี่ยอัตราความถูกต้องของแบบทดสอบแฟลงเคอร์ในรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกัน 2) กลุ่มทดลองที่ 2 ที่เข้าร่วมโปรแกรมรูปแบบกิจกรรมนันทนาการ การเต้นรำ 8 สัปดาห์ มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ดังนี้ ตัวแปรอัตราความถูกต้องของการทดสอบเวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายในช่วงระหว่างการทดลองและภายหลังการทดลอง จำนวนครั้งที่ผิดพลาดของแบบทดสอบเทรลเมคคิ่ง บี ในช่วงระหว่างการทดลองกับภายหลังการทดลอง และค่าเฉลี่ยอัตราความถูกต้องของแบบทดสอบแฟลงเคอร์ในรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกันในระหว่างช่วงเวลาก่อนการทดลองและภายหลังการทดลอง 3) กลุ่มควบคุม มีการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะทางการรู้คิด ดังนี้ ตัวแปรเวลาที่ใช้ในการตอบสนองของแบบทดสอบเวลาปฏิกิริยาแบบตัวเลือก เวลาที่ใช้ในการตอบสนองและค่าเฉลี่ยอัตราความถูกต้องของแบบทดสอบแฟลงเคอร์ในรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกันสรุปผลการวิจัย การประกอบกิจกรรมนันทนาการที่แตกต่างกัน ส่งผลทางบวกต่อการทำงานรู้คิดทางสมองของผู้สูงอายุแตกต่างกัน ดังนี้ กิจกรรมนันทนาการในรูปแบบกิจกรรม เกม กีฬา และการละเล่น และกิจกรรมศิลปะและหัตถกรรม ทำให้สมรรถนะทางสมองในองค์ประกอบ ความเร็วในการประมวลผลข้อมูลที่มีความซับซ้อน (3 สิ่งเร้า) ดีขึ้น ขณะที่ กิจกรรมนันทนาการในรูปแบบการเต้นรำ ช่วยให้ความเร็วในการประมวลผลข้อมูลที่ไม่มีความซับซ้อน (1 สิ่งเร้า) ดีขึ้น นอกจากนี้ การประกอบกิจกรรมนันทนาการ ทั้ง 2 รูปแบบ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำให้การทำงานรู้คิดของสมองดีขึ้น ในด้านความสามารถของสมองในการบริหารจัดการ (EF) ด้านความยืดหยุ่นทางความคิด ความจำใช้งาน การควบคุมยับยั้ง และการเลือกจดจ่อใส่ใจ