รูปแบบการเจาะรูของจานเบรกแบบดิสก์ที่ส่งผลกระทบต่อความเหมาะสมการใช้งานในย่านอุณหภูมิทำงานต่าง ๆ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การพิจารณาความเหมาะสมของรูปแบบการเจาะรูจานเบรก ทั้งในด้าน ปริมาณและทิศทาง ภายใต้อุ ณหภู มิการท างานต่าง ๆ ของการเบรก ความเหมาะสมของการใช้ งาน พิ จ า ร ณา ถึ ง ค ว า ม ส า มา ร ถ ใ น ก า ร เ บร ก ที่ มุ่ ง ไ ปที่ ร ะ ย ะ ทา ง ใ น กา ร เ บร ก โ ด ย ใ ช้ เ ค รื่ อง ทด ส อบ ความสามารถในการเบรก (Brake Chassis Dynamometer) ภายใต้เงื่ อนไขการทดสอบตาม มาตรฐาน JASO C406 โดยการวิ จัยเลือกจานเบรกที่มีรูปแบบแตกต่างกัน 5 รูปแบบ คือ จานเบรก ปกติ จานเบรกเจาะรู 2 รูแนวตรง จานเบรกเจาะรู 2 รูในแนวรัศมี จานเบรกเจาะรู 3 รูแนวตรง และ จานเบรกเจาะรู 3 รูในแนวรัศมี ที่ทดสอบด้วยความเร็วก่อนการเบรก 50 และ 80km/hr ผลการวิจัยพบว่าจานเบรกปกติมีความเหมาะสมในการใช้งานในย่านอุณหภูมิต่ าทั้งความเร็ว ก่อนการเบรกทั้ ง 2 ความเร็ว ส่วนกรณีความเร็วก่อนการเบรกที่ 50 km/hr การเจาะรูสามารถใช้งาน ได้ดีในย่านอุณหภูมิสูง และการเจาะ 3 รู ในแนวรัศมีมีความเหมาะสมมากกว่า ซึ่งความเร็วก่อนการ เบรกที่ 80 km/hr การเจาะรูมิได้ส่งผลความแตกต่างใด หากแต่การเจาะรูในแนวตรงและการใช้งานที่ ย่านอุณหภูมิต่ ามีความเหมาะสมที่สุด ดังนั้ นความเ ร็ วอาจเป็นปั จจั ยหนึ่ งที่ ท าให้ความเหมาะสมกับการใช้ ง านมีการเปลี่ ยนแปลง เนื่องจากการในกรณีความเร็วสูงก่อนการเบรกที่กระท ามีระยะเวลามากกว่ า จึงท าให้เกิดการสะสม ของความร้อนส่งผลให้สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่ างผ้าเบรกและจานเบรกลดลง (Brake Fade) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของพลวัตรการถ่ายเทความร้อนที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าสั มผัสมีประสิทธิภาพต่ าลง