Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2552

การพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์บีทีชนิดน้ำเข้มข้นระดับกึ่งอุตสาหกรรม

จริยา จันทร์ไพแสง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2552

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การทดลองขยายการผลิตแบคทีเรียบีที JC590 ในถังหมักขนาด 20 ลิตร โดยใช้อาหารเลี้ยงเชื้อที่มีองค์ประกอบของน้ำอามิ-อามิ และน้ำตาลกลูโคส พบว่า สามารถเพาะเลี้ยงได้จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 108-109 cfu/ml และจำนวนสปอร์ทั้งหมดอยู่ในช่วง 107-108 cfu/ml และหลังจากการปรับแต่งสูตรผลิตภัณฑ์สำเร็จพร้อมใช้จำนวน 5 สูตร พบว่าสูตร B มีจำนวนเซลล์ที่มีชีวิต สปอร์ และความเป็นพิษกับหนอนกระทู้ผัก (Spodoptera litura) และหนอนใยผัก (Plutella xylostella) ได้ดีที่สุด จึงนำไปศึกษาระยะเวลาการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง พบว่าการอยู่รอดของเซลล์ที่มีชีวิตลดลงเมื่อมีระยะเวลาการเก็บรักษาที่เพิ่มขึ้น จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตเริ่มต้นที่ 0 วันเท่ากับ 4.60?1015 cfu/มล. เมื่อเก็บรักษาไว้จนถึงวันที่ 28 ลดลงเหลือ 1.40?107 cfu/มล. เช่นเดียวกับจำนวนสปอร์ที่ 0 วันเท่ากับ 1.55?1015 สปอร์/มล. เมื่อเก็บรักษาถึงที่ 28 ลดลงเหลือ 1.80?108 สปอร์/มล. ซึ่งผลนี้สอดคล้องกับการทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมหนอนกระทู้ผัก โดยระยะเวลาการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่นานขึ้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในการควบคุมหนอนกระทู้ผักมีค่าลดลงด้วย ในการฉีดพ่นผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีที JC590 ทุกๆ 3 วัน 5 วัน และ 7 วันมีประสิทธิภาพดีในการควบคุมหนอนกระทู้ผักในเรือนปลูกทดลอง โดยมีค่าร้อยละประสิทธิภาพในการควบคุมที่ 100, 100 และ 95.34 ตามลำดับและมีค่าการทำลายใบที่ระดับ 2, 2 และ 3 ตามลำดับ การผลิตแบคทีเรียบีทีเข้มข้นเพื่อใช้ทดสอบในสภาพแปลงปลูกคะน้า ทำการผลิตจากแบคทีเรียบีทีที่หมัก 120 ลิตร โดยมีจำนวนเซลล์ที่มีชีวิตระหว่าง 2.11 ? 106- 6.40 ? 109 cfu/มล. และจำนวนสปอร์ 2.10 ? 105- 8.42 ? 108สปอร์/มล. ผลการทดสอบประสิทธิภาพกับหนอนกระทู้ผัก พบว่ามีค่าการตายระหว่าง 90-100 เปอร์เซ็นต์ หลังจากผลิตเป็นแบคทีเรียเข้มข้นและผ่านการปรุงแต่งสูตร จะมีอัตราส่วนแบคทีเรียบีทีเข้มข้นต่อน้ำสะอาดเท่ากับ 1:20 ส่วนการฉีดพ่นผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีที JC590 ตามช่วงระยะเวลาต่างๆ เพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชสำคัญในแปลงคะน้า คือ หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนชอนใบ (Liriomyza brassicae) และหมัดกระโดด (Phyllotreta sinuata) ในช่วงระยะเวลาการฉีดพ่นเมื่อคะน้ามีอายุ 14, 21, 26, 31, 34, 37, 40, 43 และ 46 วัน และกรรมวิธีฉีดพ่นน้ำกลั่น (ชุดควบคุม) มีความการระบาดของหนอนใยผักมากที่สุดทำให้มีความเสียหายของคะน้ามากที่สุดด้วย แต่อย่างไรก็ตามน้ำหนักของคะน้าจากทุกกรรมวิธีไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่เมื่อพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงแล้ว ผลิตภัณฑ์ B. thuringiensis JC590 สูตร B ที่ผลิตได้นี้จึงเป็นสารชีวภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืชในกลุ่มหนอนผีเสื้อได้ดี มีความเหมาะสมที่จะนำไปทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผุ้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตในเชิงธุรกิจและผลกระทบทางเศรษฐกิจของการพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์บีทีชนิดน้ำเข้มข้นระดับกึ่งอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาข้อดี ข้อเสีย และศักยภาพในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืช เพื่อศึกษาทัศนคติของเกษตรกรที่มีต่อผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตภายใต้ชื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนในการผลิตผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตภายใต้ชื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้จากการสัมภาษณ์ผู้ค้าปลีกและเกษตรกรผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีที ในอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 9 รายและ 21 รายตามลำดับ รวมทั้งนักวิจัยในโครงการการผลิตผลิตภัณฑ์บีทีชนิดน้ำเข้มข้นระดับกึ่งอุตสาหกรรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลการศึกษาเกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย และศักยภาพในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืช พบว่า ผลิตภัณฑ์มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชที่ระดับความพึงพอใจมาก สำหรับผลการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนในการผลิตผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตภายใต้ชื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยกำหนดอายุโครงการเท่ากับ 15 ปี ณ อัตราคิดลดร้อยละ 5.25 ต่อปี ซึ่งการวิเคราะห์แบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีการใช้ starter ขนาด 50 ลิตร และ fermenter ขนาด 1,000 ลิตร กรณีการใช้ Starter ขนาด 100 ลิตร และ fermenter ขนาด 2,000 ลิตร และกรณีการใช้ starter ขนาด 150 ลิตร และ fermenter ขนาด 3,000 ลิตร พบว่า การผลิตผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 กรณีมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยให้ค่ามูลค่าปัจจุบันสุทธิของการลงทุน (NPV) เป็นบวก ค่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (BCR) มีค่ามากกว่า 1 และอัตราผลตอบการทดลองขยายการผลิตแบคทีเรียบีที JC590 ในถังหมักขนาด 20 ลิตร โดยใช้อาหารเลี้ยงเชื้อที่มีองค์ประกอบของน้ำอามิ-อามิ และน้ำตาลกลูโคส พบว่า สามารถเพาะเลี้ยงได้จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 108-109 cfu/ml และจำนวนสปอร์ทั้งหมดอยู่ในช่วง 107-108 cfu/ml และหลังจากการปรับแต่งสูตรผลิตภัณฑ์สำเร็จพร้อมใช้จำนวน 5 สูตร พบว่าสูตร B มีจำนวนเซลล์ที่มีชีวิต สปอร์ และความเป็นพิษกับหนอนกระทู้ผัก (Spodoptera litura) และหนอนใยผัก (Plutella xylostella) ได้ดีที่สุด จึงนำไปศึกษาระยะเวลาการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง พบว่าการอยู่รอดของเซลล์ที่มีชีวิตลดลงเมื่อมีระยะเวลาการเก็บรักษาที่เพิ่มขึ้น จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตเริ่มต้นที่ 0 วันเท่ากับ 4.60?1015 cfu/มล. เมื่อเก็บรักษาไว้จนถึงวันที่ 28 ลดลงเหลือ 1.40?107 cfu/มล. เช่นเดียวกับจำนวนสปอร์ที่ 0 วันเท่ากับ 1.55?1015 สปอร์/มล. เมื่อเก็บรักษาถึงที่ 28 ลดลงเหลือ 1.80?108 สปอร์/มล. ซึ่งผลนี้สอดคล้องกับการทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมหนอนกระทู้ผัก โดยระยะเวลาการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่นานขึ้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในการควบคุมหนอนกระทู้ผักมีค่าลดลงด้วย ในการฉีดพ่นผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีที JC590 ทุกๆ 3 วัน 5 วัน และ 7 วันมีประสิทธิภาพดีในการควบคุมหนอนกระทู้ผักในเรือนปลูกทดลอง โดยมีค่าร้อยละประสิทธิภาพในการควบคุมที่ 100, 100 และ 95.34 ตามลำดับและมีค่าการทำลายใบที่ระดับ 2, 2 และ 3 ตามลำดับ การผลิตแบคทีเรียบีทีเข้มข้นเพื่อใช้ทดสอบในสภาพแปลงปลูกคะน้า ทำการผลิตจากแบคทีเรียบีทีที่หมัก 120 ลิตร โดยมีจำนวนเซลล์ที่มีชีวิตระหว่าง 2.11 ? 106- 6.40 ? 109 cfu/มล. และจำนวนสปอร์ 2.10 ? 105- 8.42 ? 108สปอร์/มล. ผลการทดสอบประสิทธิภาพกับหนอนกระทู้ผัก พบว่ามีค่าการตายระหว่าง 90-100 เปอร์เซ็นต์ หลังจากผลิตเป็นแบคทีเรียเข้มข้นและผ่านการปรุงแต่งสูตร จะมีอัตราส่วนแบคทีเรียบีทีเข้มข้นต่อน้ำสะอาดเท่ากับ 1:20 ส่วนการฉีดพ่นผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีที JC590 ตามช่วงระยะเวลาต่างๆ เพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชสำคัญในแปลงคะน้า คือ หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนชอนใบ (Liriomyza brassicae) และหมัดกระโดด (Phyllotreta sinuata) ในช่วงระยะเวลาการฉีดพ่นเมื่อคะน้ามีอายุ 14, 21, 26, 31, 34, 37, 40, 43 และ 46 วัน และกรรมวิธีฉีดพ่นน้ำกลั่น (ชุดควบคุม) มีความการระบาดของหนอนใยผักมากที่สุดทำให้มีความเสียหายของคะน้ามากที่สุดด้วย แต่อย่างไรก็ตามน้ำหนักของคะน้าจากทุกกรรมวิธีไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่เมื่อพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงแล้ว ผลิตภัณฑ์ B. thuringiensis JC590 สูตร B ที่ผลิตได้นี้จึงเป็นสารชีวภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืชในกลุ่มหนอนผีเสื้อได้ดี มีความเหมาะสมที่จะนำไปทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผุ้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตในเชิงธุรกิจและผลกระทบทางเศรษฐกิจของการพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์บีทีชนิดน้ำเข้มข้นระดับกึ่งอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาข้อดี ข้อเสีย และศักยภาพในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืช เพื่อศึกษาทัศนคติของเกษตรกรที่มีต่อผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตภายใต้ชื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนในการผลิตผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตภายใต้ชื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้จากการสัมภาษณ์ผู้ค้าปลีกและเกษตรกรผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีที ในอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 9 รายและ 21 รายตามลำดับ รวมทั้งนักวิจัยในโครงการการผลิตผลิตภัณฑ์บีทีชนิดน้ำเข้มข้นระดับกึ่งอุตสาหกรรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลการศึกษาเกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย และศักยภาพในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืช พบว่า ผลิตภัณฑ์มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชที่ระดับความพึงพอใจมาก สำหรับผลการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนในการผลิตผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตภายใต้ชื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยกำหนดอายุโครงการเท่ากับ 15 ปี ณ อัตราคิดลดร้อยละ 5.25 ต่อปี ซึ่งการวิเคราะห์แบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีการใช้ starter ขนาด 50 ลิตร และ fermenter ขนาด 1,000 ลิตร กรณีการใช้ Starter ขนาด 100 ลิตร และ fermenter ขนาด 2,000 ลิตร และกรณีการใช้ starter ขนาด 150 ลิตร และ fermenter ขนาด 3,000 ลิตร พบว่า การผลิตผลิตภัณฑ์แบคทีเรียบีทีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 กรณีมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยให้ค่ามูลค่าปัจจุบันสุทธิของการลงทุน (NPV) เป็นบวก ค่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (BCR) มีค่ามากกว่า 1 และอัตราผลตอบ

คำสำคัญ

Bacillus thuringiensisEconomic impactผลกระทบทางเศรษฐกิจFinancial feasibilityVegetable Insect Pestsความเป็นไปได้ทางธุรกิจแมลงศัตรูผักBT Product DevelopmentFlowable Concentrate Productการพัฒนาผลิตภัณฑ์บีทีผลิตภัณฑ์น้ำเข้มข้น

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การผลิต 1,3-โพรเพนไดออลจากการรวมกระบวนการชีวภาพโดยเซลล์ตรึงของแบคทีเรียที่แยกได้จากน้ำทิ้งโรงงานแหนม

พรทิพพา พิญญาพงษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2560

การเพิ่มผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพึ่งตนเองของกลุ่มอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมือง บ้านหนองคู-ศรีวิไล จังหวัดมหาสารคาม

กุสุมาวดี ฐานเจริญ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2565

การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำน้ำสกัดจากผักตบชวามาผลิตก๊าซชีวภาพด้วยกระบวนการย่อยสลายแบบไม่ใช้อากาศที่อุณหภูมิสูง

สุชาติ เหลืองประเสริฐ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2560

การคัดเลือกและจัดจำแนกเชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตเอนไซม์ไลเปสจากน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรม

ประดินันท์ รัศมีพงศ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พ.ศ. 2559

การผลิตสารลดแรงตึงผิวชีวภาพจากจุลินทรีย์เพื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพ ( เฟส 3)

พิมพร ลีลาพรพิสิฐ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2552

การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวโพดหมักซินไบโอติก

สุรัตน์ วังพิกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2559

การผลิตแก๊สชีวภาพและพัฒนาแบบจำลองโดยระบบยูเอเอสบีจากของเสียอินทรีย์ร่วมกับการตรึงจุลินทรีย์

วชิรา ดาวสุด มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2561

การหาสภาวะที่เหมาะสมในการเร่งจลนพลศาสตร์การเจริญเติบโตแบบกะ ในอาหารเหลวของเชื้อลิสทีเรีย

อาลักษณ์ ทิพยรัตน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พ.ศ. 2557

ความหลากหลายของจุลินทรีย์ในน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้บริโภคและการคัดกรองฤทธิ์ทางชีวภาพเบื้องต้นในพื้นที่ อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

สุทธิดา วิทนาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2557

การประเมินจำนวนเซลล์มีชีวิตของ Clostridium beijerinckii TISTR 1461 ระหว่างการผลิตบิวทานอลจากกากน้ำตาลด้วยเทคนิคโฟลไซโทเมทรี.

กิติพงษ์ เวชกามา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2561