กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาประสิทธิภาพการให้วัคซีนและการเสริมอาหารด้วยสมุนไพรต่อระบบภูมิคุ้มกันในกบนา (Rana Rugulosa) น้ำหนักเฉลี่ย 62.134 ? 2.60 กรัม แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 การทดลอง คือ การทดลองที่ 1 การศึกษาการเสริมภูมิคุ้มกันโดยการเสริมใบชะพลู (Piper sarmentosum Roxb) ในอาหาร แบ่งความเข้มข้นใบชะพลูออกเป็น 0 (กลุ่มควบคุม), 5, 10 และ 15 เปอร์เซ็นต์อาหาร พบว่า ในกลุ่มทดลอง อาหารสำเร็จรูป ร่วมกับ ใบชะพลู 5 เปอร์เซ็นต์อาหาร มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุด เท่ากับ 0.858 ? 0.013 กรัมต่อวัน และมีค่าปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (% Haematocrit: Hct) สูงที่สุด เท่ากับ 57.333 ? 0.305 เปอร์เซ็นต์ เมื่อตรวจวัดแอนติบอดี้ไตเตอร์ พบว่าแอนติบอดี้ไตเตอร์เฉลี่ยมีค่าเพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 1 ไปครั้งที่ 2 ยกเว้น ในกลุ่มทดลองที่มีความเข้มข้น 0 (กลุ่มควบคุม) และในความเข้มข้นของใบชะพลูที่ 5, 10 และ 15 เปอร์เซ็นต์อาหาร ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P > 0.05) การทดลองที่ 2 การศึกษาการเสริมภูมิคุ้มกันโดยการเสริมกล้วยน้ำว้า (Musa ABB CV. KluaiNamwa) ในอาหาร ที่มีผลต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในกบนา แบ่งกลุ่มการทดลองออกเป็น 4 ความเข้มข้นคือ 0 (กลุ่มควบคุม), 5, 10 และ 15 เปอร์เซ็นต์อาหาร ภายหลังได้รับการเสริมภูมิคุ้มกันโดยการเสริมกล้วยน้ำว้าในอาหาร พบว่า ความเข้มข้นกล้วยน้ำว้าที่ 15 เปอร์เซ็นต์อาหาร มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุด คือ 1.275 ? 0.007 กรัมต่อวัน และมีค่าปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (% Haematocrit: Hct) ที่ความเข้มข้นกล้วยน้ำว้า 5.0 และ 10.0 เปอร์เซ็นต์อาหาร โดยมีค่าสูงที่สุดไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P > 0.05) ค่าแอนติบอดี้ไตเตอร์ด้วยการเสริมกล้วยน้ำว้าในอาหาร พบว่าทุกกลุ่มการทดลองมีค่าเพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 1 ไปครั้งที่ 2 โดยการในความเข้มข้นของกล้วยน้ำว้าที่ 5.0, 10.0 และ 15.0 เปอร์เซ็นต์อาหาร ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P > 0.05) มีค่าสูงสุดที่ความเข้มข้น 5.0 เปอร์เซ็นต์อาหาร การทดลองที่ 3 การศึกษาผลของการเสริมขมิ้น (Curcuma longa) ที่มีผลต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในกบนา แบ่งความเข้มข้นออกเป็น 0 (กลุ่มควบคุม) 2.0, 4.0 และ 6.0 เปอร์เซ็นต์อาหาร หลังจากทำการทดลองความเข้มข้น 2.0 เปอร์เซ็นต์อาหารมีอัตราการเจริญเติบโตต่อวันสูงที่สุด คือ 0.858 ? 0.013 กรัมต่อวัน และค่าปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (% Haematocrit: Hct) และค่าแอนติบอดี้ไตเตอร์ ก่อนการทดลอง ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติของทุกความเข้มข้น พบว่า ความเข้มข้น 2.0, 4.0 และ 6.0 เปอร์เซ็นต์อาหาร ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05) แต่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) กับ กลุ่มควบคุม และค่าแอนติบอดี้ไตเตอร์สูงสุดที่ความเข้มข้น 2.0 เปอร์เซ็นต์อาหาร โดยมีค่าเท่ากับ 3.210 ? 0.146
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. Representative of the deliverable demonstrated in relevant environments
ศึกษาหาทางเลือกที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้ในการใช้วัคซีนซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีในการลดปัญหาการระบาดของโรคและความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากโรคต่อการเลี้ยงกบ โดยเป็นทางเลือกใหม่ และการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในกบนา เพื่อการเลี้ยงกบนาอย่างยั่งยืนต่อไป
ศึกษาประสิทธิภาพของการให้วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อแบคทีเรีย ในการเลี้ยงกบต่ออัตรารอด และอัตราการเจริญเติบโต และศึกษาการเสริมภูมิคุ้มกันโดยการเสริมสมุนไพรในอาหาร ที่มีผลต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในกบนา
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. proposed solution(s) validated, now by relevant stakeholders in the area
เกษตรได้รับองค์ความรู้ในการแปรรูปเนื้อกบ เป็นซูริมิจากเนื้อกบ ซึ่งเป็นทางเลือกในการแปรรูออาหาร เพิ่มมูลค่าของเนื้อกบ และสร้างรายได้อีกทางให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกบ
การเกิดโรคของกบ ซึ่งโดยทั่วไปมักมีสาเหตุมาจากความบกพร่องในการจัดการฟาร์มทำให้เกิดการติดเชื้อโรคต่างๆ การแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อจากแบททีเรียส่วนใหญ่มักจะใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ถ้ามีการการใช้ไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องสารตกค้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้บริโภคตลอดจนสิ่งแวดล้อมด้วย นอกจากนี้การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติการส่งออกและการนำเข้าสินค้าในราชอาณาจักร ส่งผลให้เกษตรกรมีข้อจำกัดในการใช้ยา