การปรับปรุงคุณภาพของฟางข้าวด้วยวิธีทางเคมีและชีวภาพเป็นอาหารสัตว์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้แบ่งการทดลองออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ศึกษาคุณภาพของฟางข้าวที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยวิธีเคมีและชีวภาพ โดยใช้ยูเรีย กากน้ำตาล และหัวเชื้อจุลินทรีย์ในสัดส่วนต่างๆ เป็นสารเติมแต่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการปรับปรุงต่อองค์ประกอบทางเคมีและคุณค่าทางโภชนะของฟางข้าว วางแผนการทดลองแบบสปลิทพล็อทที่จัดพล็อทหลัก (ระยะเวลาของการหมัก) แบบสุ่มสมบูรณ์ และจัดวิธีการปรับปรุงคุณภาพฟางข้าวซึ่งมี 15 วิธีเป็นปัจจัยรอง ผลการทดลองปรากฏว่า ค่าพีเอชของฟางข้าวที่ปรุงแต่งด้วยกากน้ำตาลเพียงอย่างเดียวมีค่าต่ำที่สุด ส่วนฟางข้าวที่ปรุงแต่งด้วยสารละลายยูเรียความเข้มข้นต่ำร่วมกับกากน้ำตาลและหัวเชื้อจุลินทรีย์มีค่าพีเอชค่อนข้างเป็นกลาง ในขณะที่ฟางข้าวที่ปรุงแต่งด้วยสารละลายยูเรียความเข้มข้นสูงมีค่าพีเอชสูงตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งสิ้นสุดระยะการทดลอง ระยะเวลา และวิธีการปรับปรุงคุณภาพฟางข้าว รวมถึงอิทธิพลร่วมของปัจจัยทั้งสองมีผลกระทบต่อปริมาณของน้ำตาลรีดิวซ์ในฟางข้าวชัดเจน (P<0.01)โดยฟางข้าวที่ปรับปรุงโดยใช้กากน้ำตาลเพียงอย่างเดียวมีปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์สูงที่สุด (P<0.01) ในขณะที่ฟางข้าวกลุ่มควบคุมมีปริมาณน้ำตาลดังกล่าวต่ำกว่ากลุ่มทดลองอื่น ๆ ปริมาณน้ำตาลลดลงรวดเร็วในช่วงแรกของการปรุงแต่งแต่มีปริมาณค่อนข้างคงที่เมื่อระยะการเก็บรักษายาวนานออกไป ค่า BC ในฟางที่ปรับปรุงคุณภาพด้วยกากน้ำตาลร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์และสารละลายยูเรียที่มีความเข้มข้นสูงมีค่าสูงกว่าการใช้ยูเรียที่ความเข้มข้นต่ำ ในขณะที่ฟางข้าวในกลุ่มควบคุมและฟางข้าวที่ปรับปรุงด้วยสารละลายกากน้ำตาลอย่างเดียวมีค่า BC ต่ำที่สุด (P<0.05) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่า ระยะเวลาและวิธีการปรับปรุงคุณภาพฟางข้าว รวมถึงอิทธิพลร่วมของระยะเวลาและวิธีการปรับปรุงมีผลกระทบต่อค่า BC ชัดเจน (P<0.01) ด้านคุณค่าทางโภชนะของฟางข้าว พบว่า การปรับปรุงคุณภาพด้วยกากน้ำตาลร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์และยูเรียระดับสูงจะทำให้ฟางข้าวมีโปรตีนรวมสูงขึ้น (P<0.01) ในขณะที่การปรับปรุงโดยการใช้สารละลายกากน้ำตาลอย่างเดียว หรือการปรับปรุงโดยใช้กากน้ำตาลร่วมกับยูเรียโดยไม่เสริมหัวเชื้อจุลินทรีย์จะมีปริมาณโปรตีนรวมค่อนข้างต่ำ ปริมาณ NDF ในฟางข้าวที่ปรับปรุงโดยใช้ยูเรียระดับสูงเพียงอย่างเดียวจะมีค่าต่ำที่สุด ส่วนการปรับปรุงโดยการเสริมยูเรียร่วมกับกากน้ำตาลและหัวเชื้อจุลินทรีย์ จะมีค่า NDF แปรปรวนในช่วงแคบ ๆ นอกจากนี้ยังพบว่าค่า ADF จะสูงขึ้นเมื่อในฟางที่ปรับปรุงคุณภาพด้วยยูเรียที่มีความเข้มข้นสูง ในขณะที่การใช้ยูเรียระดับต่ำเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับการใช้กากน้ำตาลและหัวเชื้อจุลินทรีย์ในการปรุงแต่งจะทำให้ค่า ADF ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เชื้อแบซิลลัสซึ่งมีค่า ADF ต่ำสุด ในขณะที่การปรับปรุงคุณภาพด้วยกากน้ำตาลอย่างเดียวจะช่วยลดค่า ADF ได้มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ สำหรับการศึกษาในตอนที่ 2 มีวัตถุประสงค์ต้องการศึกษาสมรรถภาพการผลิตของโคนมเพศผู้ขุนที่เลี้ยงด้วยฟางข้าวที่ปรุงแต่งโดยวิธีต่าง ๆ ที่ผ่านการคัดเลือกจากกลุ่มทดลองที่ดีที่สุดจากการทดลองในขั้นตอนที่ 1 เมื่อเทียบกับอาหารหยาบจากเปลือกข้าวโพดหวานซึ่งเป็นแหล่งอาหารหยาบทีใช้ปกติ โดยใช้แผนการทดลองแบบ 4 x 4 ลาตินสแคว์ (latin square design) ที่มี 2 จตุรัส (2 replicated latin square) มี 4 กลุ่มทดลอง คือ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมที่ใช้เปลือกข้าวโพดหวาน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับฟางปรุงแต่งด้วยูเรีย กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับฟางปรุงแต่งด้วยูเรียกากน้ำตาล และกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มที่ได้รับฟางปรุงแต่งด้วยูเรีย กากน้ำตาล และจุลินทรีย์บาซิลลัส ใช้ทดลองกับโคนมเพศผู้ลูกผสมพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชียนที่มีระดับเลือดและขนาดใกล้เคียงกัน อายุประมาณ 18 เดือน พบว่า ฟางข้าวที่ปรับปรุงคุณภาพด้วยวิธีต่างๆ สามารถใช้เลี้ยงโคขุนได้ไม่ต่างจากการเลี้ยงด้วยเปลือกข้าวโพดหวาน เนื่องจากสมรรถภาพการผลิตทั้งในด้านปริมาณอาหารที่กินได้ การเจิญเติบโต และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว ไม่แตกต่างกัน (P>0.05) ในด้านปริมาณอาหารที่กิน สำหรับปริมาณอาหารหยาบในสภาพแห้ง (on drymatter basis) พบว่า โคทุกกลุ่มตั้งแต่โคกลุ่มที่ 1 ถึงกลุ่มที่ 4 กินอาหารหยาบดังกล่าวได้ใกล้เคียงกัน (P>0.05) โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 29.51 28.97 25.58 และ 29.21 กิโลกรัมต่อตัว ตามลำดับ ส่วนปริมาณอาหารข้นในสภาพแห้ง พบว่า โคแต่ละกลุ่มกินอาหารข้นได้ใกล้เคียงกัน (P>0.05) โดยโคกลุ่มควบคุมที่ได้รับอาหารหยาบจากเปลือกข้าวโพด กลุ่มฟางปรุงแต่งด้วยูเรีย กลุ่มฟางปรุงแต่งด้วยูเรียกากน้ำตาล และกลุ่มฟางปรุงแต่งด้วยูเรีย กากน้ำตาล และจุลินทรีย์บาซิลลัส กินอาหารข้นดังกล่าวได้เฉลี่ยวันละ 3.84 3.80 3.81 และ 3.91 กิโลกรัมต่อตัว หรือคิดเป็น 1.31 1.29 1.29 และ 1.31 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ตามลำดับ ในด้านการเจริญเติบโต พบว่า โคกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ได้รับฟางปรุงแต่งด้วยยูเรีย กลุ่มฟางปรุงแต่งด้วยยูเรียกากน้ำตาล และกลุ่มฟางปรุงแต่งด้วยยูเรีย กากน้ำตาล และจุลินทรีย์บาซิลลัส มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยวันละ 1.43 1.06 1.05 และ 1.22 กิโลกรัมต่อตัว ตามลำดับ โดยโคกลุ่มควบคุมมีแนวโน้มการเจริญเติบโตได้ดีกว่าโคกลุ่มอื่นๆ แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว พบว่า โคกลุ่มควบคุม และกลุ่มที่ได้รับฟางปรุงแต่งด้วยูเรีย กากน้ำตาล และจุลินทรีย์บาซิลลัส มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวต่ำกว่ากลุ่มฟางปรุงแต่งด้วยูเรีย และกลุ่มฟางปรุงแต่งด้วยยูเรียกากน้ำตาล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.92 7.27 7.99 และ 8.33 ตามลำดับ แต่ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05)