การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันภัยแผ่นดินไหวของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามรอยเลื่อนมีพลังในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดทำฐานข้อมูลตำแหน่งการตั้งถิ่นฐานของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่แนวรอยเลื่อนมีพลัง การวิเคราะห์ถึงรูปแบบ ทิศทาง และแนวโน้มการขยายตัวของชุมชนในอนาคต โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศร่วมกับการสำรวจข้อมูลภาคสนาม 2) การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันภัยแผ่นดินไหวของประชาชน จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,480 คน จาก 224 หมู่บ้าน โดยเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยได้พัฒนาจากแนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากการศึกษา พบว่า จังหวัดเชียงรายมีแนวรอยเลื่อนที่มีพลังพาดผ่าน 5 แรวรอยเลื่อน ได้แก่ รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนแม่อิง รอยเลื่อนแม่ลาว รอยเลื่อนพะเยา และรอยเลื่อนแม่ทา พาดผ่านพื้นที่ 12 อำเภอ 43 ตำบล 224 หมู่บ้าน รอยเลื่อนแม่อิงเป็นรอยเลื่อนที่พบจำนวนหมู่บ้านที่มีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านมากที่สุด (97 หมู่บ้าน) รองลงมาคือ รอยเลื่อนแม่จัน (46 หมู่บ้าน) และรอยเลื่อนพะเยา (43 หมู่บ้าน) ตามลำดับ ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของหมู่บ้านที่มีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านจะอยู่ตามแนวที่ราบระหว่างภูเขา โดยพบมากที่สุดในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า (33 หมู่บ้าน) และอำเภอขุนตาล (33 หมู่บ้าน) การขยายตัวของชุมชนที่อยู่ตามแนวรอยเลื่อนมีพลังมีแนวโน้มจะขยายตัวตามแนวโครงข่ายเส้นทางคมนาคมทั้งทีมีอยู่ในปัจจุบัน และโครงข่ายคมนาคมที่จะเกิดขึ้นอนาคต เช่น เส้นถนนเชื่อมต่อเมือง เส้นถนนเลี่ยงเมือง และเส้นทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ รวมไปถึงพื้นที่ที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจการค้า การลงทุน แหล่งท่องเที่ยวตามแผนพัฒนา และสถาบันการศึกษา เป็นต้น ในด้านของการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันภัยแผ่นดินไหวของประชาชน พบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหวและการป้องกันภัยในระดับปานกลาง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ในด้านการป้องกันภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยมีผู้ที่สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องร้อยละ 74.5 แต่ในส่วนของความรู้เกี่ยวข้องกับการเกิดแผ่นดินไหว เช่น ความรู้ในเรื่องของการวัดขนาดของแผ่นดินไหว ลักษณะการเกิดและจุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว และความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่จะมีอยู่น้อย โดยมีผู้ที่สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น ในด้านของทัศนคติที่มีต่อการป้องกันภัยในอาคารประชาชนในพื้นที่ได้เห็นถึงความสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือจากอุบัติภัยทั้งในด้านการปฏิบัติตน รวมถึงการฝึกซ้อมหนีภัย และการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ที่สำคัญค่อนข้างสูง (3.55) รวมถึงสามารถประเมินความเสี่ยงของเหตุการณ์ได้ค่อนข้างสูง (3.74) และสามารถประเมินอันตรายหากเกิดแผ่นดินไหวในขณะอยู่ในอาคารได้ในระดับค่อนข้างสูง (3.82) ทั้งนี้เนื่องมาจากการที่ประชาชนในพื้นที่สามารถการรับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นข่าวสารที่มาจากโทรทัศน์ (4.09) โทรศัพท์มือถือ/แท็บเล็ต/อินเตอร์เน็ต (3.43) และบุคคลในครอบครัว/ญาติพี่น้อง (2.89) ตามลำดับ ถึงแม้ประชาชนในพื้นที่จะมีความรู้ในการป้องกันภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว และตระหนักความสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือจากอุบัติภัยที่จะเกิดขึ้น รวมถึงสามารถประเมินอันตรายหากเกิดแผ่นดินไหวในขณะอยู่ในอาคารได้ แต่ในกรณีที่เกิดข่าวลือว่าอาจมีการเกิดแผ่นดินไหวในขณะที่อาศัยอยู่ภายในอาคาร ประชาชนโดยส่วนใหญ่จะเลือกปฏิบัติตนโดยการวิ่งหนีออกจากอาคารร้อยละ 71.1 การมุดใต้โต๊ะร้อยละ 16.8 และหลบมุมเสา/คานร้อยละ 4.9 ตามลำดับ ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเตรียมการเพื่อป้องกันภัยจากแผ่นดินไหวอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (4.10) โดยเป็นความต้องการให้มีสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อให้ความรู้และเตือนภัยแผ่นดินไหวมากที่สุด (4.18) รองลงมาคือความต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันแผ่นดินไหว (4.13) และความต้องการให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบโครงสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายกรณีที่เกิดแผ่นดินไหว (4.11) ตามลำดับ คำสำคัญ: การป้องกันภัย, แผ่นดินไหว, รอยเลื่อนมีพลัง