ศึกษาการใช้ประโยชน์จากบุหงานราเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งอาหารหยาบสำหรับสัตว์กระเพาะรวม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาใช้ประโยชน์จากบุหงานรา (Thysanostigma siamensis J.B. Imla) ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่น ทางภาคใต้ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งอาหารหยาบสำหรับสัตว์กระเพาะรวม การศึกษาในครั้งนี้ แบ่งเป็น 4 การทดลอง คือ การทดลองที่ 1 การศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมี และการย่อยได้ของบุหงานรา พบว่า บุหงานราเป็นพืชท้องถิ่นที่มีความชื้น (MC) และโปรตีน (CP) สูง คือ 85.20 และ 18.01 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนเปอร์เซ็นต์ NDF, ADF และ ADL คือ 43.50, 32 87 และ 8.18 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาการย่อยสลายได้โภชนะต่ำางๆ ของบุหงานรา พบว่า บุหงานรามีการย่อยสลายได้วัตถุแห้ง (DM) และโปรตีน (CP) ได้ดี และการย่อยสลายได้ DM และ CP ที่ชั่วโมง 72 เท่ากับ 82.86 และ 93.10 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนการย่อยสลายได้ NDF และ ADF ในชั่วโมงสูงสุด (96 ชั่วโมง) เท่ากับ 71.17 และ 84.89 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาค่า Effective degradability (ED) ของ DM, CP, NDF และ ADF มีค่าเท่ากับ 47.70, 54.20, 27.50 และ 48.60 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ การทดลองที่ 2 การศึกษาความเข้มแสงต่อองค์ประกอบทางเคมี และการย่อยได้ของบุหงานรา ที่ ระดับความเข้มแสง 11582 Lux (พื้นที่ร่มรำไร) และความเข้มแสง 17596 LUx (พื้นที่แสงส่องถึงมาก) พบว่า เปอร์เซ็นต์ความชื้น (MC) และโปรตีน (CP) ของบุหงานราที่ปลูกในพื้นที่ร่มรำไรสูงกว่ากลุ่มบุหงา นราที่ปลูกในพื้นที่แสงส่องถึงมาก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MC เท่ากับ 83.50 และ 81.65 เปอร์เซ็นต์ และ CP เท่ากับ 17.77 และ 14.96 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ) และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของ เยื่อใย ได้แก่ Crude fiber (CF) และ Acid detergent fiber (ADF) ของบุหงานราที่ปลูกในพื้นที่แสงส่อง ถึงมาก จะสูงกว่ากลุ่มบุหงานราที่ปลูกพื้นที่ร่มรำไร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (CF เท่ากับ 25.84 และ 29.26 เปอร์เซ็นต์ และ ADF เท่ากับ 31.85 และ 30.51 เปอร์เซ็นต์) ส่วนเปอร์เซ็นต์ Neutral detergent fiber (NDF) และ Acid detergent lignin (ADL) พว่า ความเข้มแสงทั้งสองกลุ่มไม่ส่งผลต่อ องค์ประกอบดังกล่าว นอกจากนี้การปลูกบุหงานราในพื้นที่ร่มรำไร จะมีการย่อยสลายได้ของวัตถุแห้งและ โปรตีนสูงกว่าปลูกบุหงานราในพื้นที่แสงส่องถึงมากแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและค่า Potential degradability ของวัตถุแห้ง และโปรตีนในกลุ่มบุหงานราที่ปลูกในพื้นที่ร่มรำไร จะสูงกว่ากลุ่ม ที่ปลูกบุหงานราในพื้นที่แสงส่องถึงมาก ส่วนค่ Effective degradability ของวัตถุแห้ง โปรตีน NDF และ ADF (0.05 fraction /h) ในกลุ่มบุหงานราที่ปลูกในพื้นที่ร่มรำไร จะสูงกว่ากลุ่มที่ปลูกบุหงานราใน พื้นที่แสงส่องถึงมาก การทดลองที่ 3 การศึกษาผลของอายุการตัดต่อองค์ประกอบทางเคมี และการย่อยได้ของบุหงา นราที่อายุการตัด 45, 65 และ 85 วัน พบว่า บุหงานราที่อายุการตัด 45 วัน มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน (CP) สูงสุด เท่ากับ 17.32 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับบุหงานราที่อายุการตัด ที่ 65 และ 85 วัน (CP เท่ากับ 14.24 และ 11.34 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ) และส่วนเปอร์เซ็นต์ Neutral detergent fiber (NDF), Acid detergent fiber (ADF) และ Acid detergent lignin (ADL) พบว่า เมื่อ อายุการตัดของ บุหงานราเพิ่มขึ้น ทำให้เปอร์เซ็นต์ NDF, ADF และ ADL เพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้เมื่อ อายุการตัดของ บุหงานราเพิ่มขึ้น จะทำให้เปอร์เซ็นต์การย่อยสลายได้วัตถุแห้ง และโปรตีนลดลง และ เมื่อพิจารณาในชั่วโมงที่ 72 พบว่า บุหงานราที่อายุการตัด 45 วัน มีการย่อยได้ของวัตถุแห้ง และโปรตีน สูงที่สุด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับบุหงานรา ที่อายุการตัด 65 และ 85 วัน ซึ่งบุหงานราที่อายุการตัด 45 วัน มีการย่อยได้ของวัตถุแห้ง และโปรตีน เท่ากับ 64.61 และ 86.50 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ การทดลองที่ 4 การปลูกบุหงานราในแปลงปาล์มน้ำมันต่อผลผลิต โดยทำการปลูก บุหงานราในพื้นที่ระหว่างแปลงปาล์มน้ำมัน มีแปลงปลูกขนาด 4 x 6 เมตร และเก็บผลผลิต 3 ครั้ง ที่อายุ 45 วัน ซึ่งเป็นอายุการตัดที่บุหงานรามีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูง และการย่อยได้ดี พบว่า ผลผลิตของบุหงานรา ในช่วงการตัดครั้งที่ 2 และ 3 มีผลผลิตน้ำหนักสดรวมเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการตัดครั้งแรก โดยมี ผลผลิตรวม เท่ากับ 49.00, 93.02 และ 100.10 กิโลกรัม จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า บุหงานรา (Thysanostigma siamensis) เป็นพืช ท้องถิ่นทางภาคใต้ที่มีเปอร์เซ็นต์ความชื้น และโปรตีนสูง รวมถึงสามารถย่อยได้ดี สามารถปลูกได้ง่าย เจริญเติบโตได้ดี ในพื้นที่ที่มีแสงน้อย (พื้นที่ร่มรำไร เช่น พื้นที่ระหว่างแปลงปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพื้นที่ ว่าง เป็นต้น เมื่อมีการตัดบุหงานรา จะยิ่งเพิ่มการแตก กิ่งก้นได้ดี ส่งผลให้ได้ผลผลิตที่สูงตามไปด้วย และ อายุการตัดที่เหมาะสมกับบุหงานรา แนะนำให้ตัดที่อายุ 45 วัน เพราะมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูง และการย่อย ได้ดี ดังนั้นบุหงานราเป็นพืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สามารถนำมาเป็นแหล่งโปรตีนเสริมในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ของฟาร์มเกษตรกรรายย่อย