การศึกษาประสิทธิภาพสารสกัดจากดีปลี (Piper longum) ในการต้านและยับยั้งมะเร็งเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โรคมะเร็งลำไส้เป็นโรคที่เป็นปัญหาสุขภาพและนำไปสู่สาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลก ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีวิธีที่นิยมมากที่สุดคือการใช้เคมีบำบัดแต่ข้อจำกัดคือผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรงและมีการดื้อยาเกิดขึ้น ในปัจจุบันมีการนำสารสกัดจากธรรมชาติใช้ในการศึกษาและพัฒนาเกี่ยวกับโรคมะเร็งมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือดีปลี (Piper longum) ซึ่งได้มีงานวิจัยก่อนหน้าระบุว่าดีปลี มีฤทธิ์ในหลายด้าน เช่น การลดอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็งได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจนำดีปลี มาทดสอบฤทธิ์ในการต้านมะเร็งลำไส้ ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการสกัดดีปลี และนำสารสกัดมาทดสอบความเป็นพิษด้วยวิธี MTT assay การแพร่กระจายของเซลล์ด้วยวิธี scratch plate assay การลุกลามของเซลล์มะเร็งด้วยวิธี trans well และดูการสร้างกลุ่มเซลล์ด้วยวิธี colony formation ต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ 2 ชนิด คือ Colon adenoma (HCT-116) และ Colon adenocarcinoma (HT-29) ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าฤทธิ์ของสารสกัดดีปลีที่ทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มีค่า IC50 ที่ มากกว่า 1,000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์มะเร็งลำไส้ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 500 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้การทดสอบการลุกลามของเซลล์มะเร็งด้วยวิธี transwell แสดงให้เห็นว่าสารสกัดดีปลีสามารถยับยั้งการลุกลามของเซลล์ HCT-116 และ HT-29 ได้ที่ความเข้มข้น 550 และ 200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และในการทดสอบการสร้างกลุ่มของเซลล์ด้วย colony formation assay แสดงให้เห็นถึงการยับยั้งการสร้างกลุ่มเซลล์ตั้งแต่ความเข้มข้น 400 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งในการทดสอบขนาดและจำนวนของกลุ่มเซลล์ที่ 24 และ 48 ชั่วโมง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสารสกัดจากดีปลีนี้มีความปลอดภัย เนื่องจากไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์และมีค่าความเข้มข้นที่สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้ งานวิจัยนี้สามารถนำไปศึกษาและพัฒนาเพื่อเป็นแนวทางในการผลิตยาหรืออาหารเสริมเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ในอนาคตได้