การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่กลุ่มสารหอมระเหยคุณภาพสูง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สรุปผลการดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่กลุ่มสารหอมระเหยคุณภาพสูงแผนงานย่อย 1 การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตวัตถุดิบสารหอมระเหยมูลค่าสูงเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ จากการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2565 โครงการย่อยที่ 1 ได้จัดหาพรรณไม้ที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันหอมระเหยมาขยายพันธุ์และปลูกเลี้ยงในระดับบแปลงทดลองมากกว่า 300 ต้น พร้อมทั้งนำดอกของพรรณไม้ที่รวบรวมไว้บางชนิดไปทดสอบสกัดน้ำมันหอมระเหย เช่น พืชในกลุ่มเสน่ห์จันทร์ และกระดังงา เป็นต้น ส่วนโครงการย่อยที่ 2 อยู่ระหว่างการดำเนินงานด้านการสำรวจความหลากหลาย จัดทำแผนที่การกระจายตัว และรวบรวมส่วนขยายพันธุ์ของพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย การศึกษาวิธีการจำแนกและจัดทำข้อมูลพื้นฐานของพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย การขยายพันธุ์ในสภาพปลอดเชื้อด้วยระบบไบโอรีแอคเตอร์ และการพัฒนาแนวทางการเผยแพร่ข้อมูลการขยายพันธุ์พืชวงศ์ขิงในสภาพปลอดเชื้อด้วยระบบไบโอรีแอคเตอร์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตและการสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจต่อไป สำหรับการดำเนินงานโครงการย่อยที่ 3 อยู่ระหว่างการฟอกฆ่าเชื้อพืชหอมและหาสูตรอาหารที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงอวัยวะพืชแผนงานย่อย 2 การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพการจากสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่ในกลุ่มน้ำมันหอมระเหยการดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่กลุ่มสารหอมระเหยคุณภาพสูง มีจุดประสงค์หลักคือการใช้ประโยชน์สารออกฤทธิ์ในกลุ่มน้ำมันหอมระเหยจากพืชหอมไทยเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยพืชหอมที่ใช้แบ่งออกเป็นกลุ่มพรรณไม้ในวงศ์- วงศ์ Annonaceae โดยพืชที่ศึกษา ได้แก่ มหาพรหม สกุลมหาพรหม (Mitrephora)- วงศ์ Dipterocapaceae ได้แก่ จันทน์กะพ้อ (Vatica diospyroides Symington)- วงศ์ Oleaceae ได้แก่ มะลิลา (Jasminum sambac (L.) Aiton) มะลิซ้อน มะลิเขี้ยวงู- วงศ์ Aracea ได้แก่ เสน่ห์จันทร์แดง ชื่อวิทยาศาสตร์: Homalomena rubescens Kunth- วงศ์ Rutaceae ได้แก่ มะแขว่น (Zanthoxylum limonella (Dennst.) Alston) มะนาว (Citrus aurantiifolia (Christm.)) ส้มโอ (Citrus maxima (Burm.) Merr.)- วงศ์ Zingiberaceae ได้แก่ เปราะหอม (Kaempferia galanga L.), ไพลดำ (Zingiber ottensii Valeton), ว่านนางคำ (Curcuma aromatica Salisb.) ว่านชักมดลูก (Curcuma comosa Roxb) เป็นต้นน้ำหอมระเหยที่พัฒนามาต่อจากการประยุกใช้ stem cell เสน่ห์จันทร์แดง ชื่อวิทยาศาสตร์: Homalomena rubescens Kunthทางด้านการเกษตรกรรมได้มีการรวบรวมและคัดเลือกสายพันธุ์พืชจากวงศ์ต่าง ๆ และได้ทำการขยายพันธุ์ สำหรับพืชวงศ์ขิงในประเทศไทยบางชนิดได้ทำการขยายพันธุ์ในสภาพปลอดเชื้อด้วยระบบไบโอรีแอคเตอร์ ในการเพาะเลี้ยงเซลล์พืชมหาหงส์ เสน่ห์จันทร์ขาว และ แก้วเจ้าจอม ให้ปลอดเชื้อ และหาสูตรอาหารที่เหมาะสมในการชักนำให้เกิดยอด และแคลลัส คืออาหารสูตร MS+2,4-D ที่ระดับความเข้มข้นที่ 5 มิลลิกรัมต่อลิตร และพบว่าชิ้นส่วนบริเวณลำต้นของต้นเสน่ห์จันทร์ขาวสามารถชักนำให้เกิดแคลลัสได้ในอาหารสูตร MS+NAA+BA โดยสารสกัดที่ได้จากแคลลัส มีฤทธิ์ต้นอนุมูลอิสระเมื่อทำการทดสอสอบด้วยวิธี DPPH assay และ FRAP assayในการสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีจากพืชหอมที่ได้ใช้วิธีการทาง green technology คือ hydrodistillation และ phytonic extractor, การเลือกใช้วีการสกัดขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบพืชหอมที่ใช้ ในการทดสอบฤทธิ์การยับยั้งอนุมูลอิสระ น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิให้ผลในการยับยั้งอนุมูลอิสระได้สูงกว่าน้ำมัน เสน่จันทน์ดำ มะแขว่น และใบฝรั่ง ซึ่งเป็นผลจากองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันมะลิ ที่ประกอบด้วย benzyl acetate, linalool และ benzyl alcohol ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม oxygen monoterpene และ oxygen benzene เป็นองค์ประกอบหลัก ในขณะที่ น้ำมันชนิดอื่น ประกอบด้วยสารในกลุ่ม monoterpene และ sesquiterpene ในการคัดเลือกไม้หอมเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจะพิจารณาน้ำมันหอมระเหยที่มาจากพืชที่มีการปลูกแพร่หลายและให้ปริมาณน้ำมันหอมสูง เป็นหลัก เพราะเมื่อผลิตในเชิงพาณิชย์ ราคาของผลิตภัณฑ์จะไม่สูง ผู้บริโภคจับต้องได้เป็นหลักสำคัญ ในขณะที่ไม้หอม เช่น ดอกมะลิ ต้องการข้อมูลทางวิชาการเพื่อใช้สนับสนุนผลิตภัณฑ์น้ำหอม/น้ำหอมปรับอากาศ ที่มีจำหน่ายอยู่แล้วจากการศึกษาความเป็นพิษทางการสูดดม พบว่า น้ำมันหอมระเหยดอกจันกะพ้อ ไม่เป็นพิษทางการสูด เมื่อทำการทดสอบประเมินความปลอดภัยในระดับเซลล์ พบว่าน้ำมันหอมระเหยชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ในการทดสอบ มีแนวโน้มความเป็นพิษต่อเซลล์ ไม่ควรใช้เกิน 28 ?g/mL ในการคัดเลือกความเข้มข้นเพื่อใช้ในการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพในเซลล์ด้านอื่น ๆ ต่อไป จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าน้ำมันหอมระเหยจากเปราะหอมมีแนวโน้มในการผ่อนคลายในสัตว์ทดลอง โดยหลังสูดดมน้ำมันเปราะหอม หนูทดลองมีระยะทางการเดิน (distance of travelled; mm) ในเครื่อง force plate actimeter ลดลงกว่าก่อนสูดดมอย่างเห็นได้ชัดและสอดคล้องกับน้ำมันลาเวนเดอร์ซึ่งเป็นสารมาตรฐานในการทดลองนี้ ขณะที่น้ำมันมะนาวให้ผลในการยับยั้งเชื้อเชื้อรากลุ่ม dermatophytes ได้แก่ Microsporum spp.และ Trichophyton spp. จำนวน 16 สายพันธุ์ และกลุ่ม Malassezia spp จำนวน 5 สายพันธุ์ ก่อโรคกลากในสัตว์เลี้ยง ด้วยวิธี broth dilution และค่าความเป็นพิษต่อเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ของน้ำมันมะนาวมากกว่า 1 มก./มล. (ค่า LD50 มากกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ (ปริมาตร./ปริมาตร) และมีฤทธิ์ต้านอักเสบเมื่อทำการทดสอบใน RAW 264.7 และน้ำมันไพลดำ ขมิ้นดำ และว่านนางคำ ให้ผลยับยั้งอนุมูลอิสะ เมื่อทำการทดสอบด้วยวิธี DPPH assay โดยในช่วงความเข้มข้น 25 ?g/mL ที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์โดยเซลล์มีอัตราการมีชีวิตรอดมากว่า 70 % มีฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระในช่วง 30-50 % และมีฤทธิ์ยับยั้ง ไนตริกออกไซด์ เมื่อทำการทดสอบในเซลล์ ได้ช่วง 30-50 % ผลการทดสอบที่ได้พบว่าน้ำมันหอมระเหยทั้งสามชนิดมีสรรพคุณยับยั้งอนุมูลอิสะและต้านการอักเสบที่สูงมาก เมื่อทำกาทดสอบในระดับ vitro โดยในการทดสอบใช้สาร zerumbone, zanthorrhizol, terpinene-4-ol เป็น marker ในการควบคุมคุณภาพ ซึ่งจำเป็นต้องทำการทดสอบในสัตว์ทดลองเพื่อยืนยันผล