Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

การพัฒนาแนวทางการจัดการปัญหาสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์ในระหว่างเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่: กรณีศึกษาจากการระบาดของโควิด-19

กาญจณี พันธุ์ไพโรจน์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บทคัดย่อชื่อโครงการ: การพัฒนาชุดแนวทางการจัดการปัญหาสุขภาพจิตแบบปกติวิถีใหม่ ของบุคลากรทางการแพทย์ในระหว่างเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่: กรณีศึกษาจากการระบาดของโควิด 19ชื่อนักวิจัย: ดร. กาญจนี พันธุ์ไพโรจน์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ. ดร. เกสร มุ้ยจีน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. สุทธิศานติ์ ชุ่มวิจารณ์ระยะเวลาโครงการ: มีนาคม 2564 – พฤษภาคม 2565ช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่าการระบาดของโควิด 19 ส่งผลต่อสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์ในการรับมือกับโรคระบาดโดยตรง การหาปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยทำให้เกิดความชัดเจนในการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์ นำไปสู่การสรุปหาแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบายในการรับมือกับโรคโควิด 19 ที่อาจเกิดการระบาดระรอกใหม่ หรือการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อสังเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตบุคลากรทางการแพทย์กับบุคคลทั่วไปในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด 19 2. เพื่อพัฒนาแบบวัดสภาวะสุขภาพจิตและศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด 19 3. เพื่อพัฒนาชุดแนวทางการจัดการปัญหาสุขภาพจิตแบบปกติวิถีใหม่ ของบุคลากรทางการแพทย์ตามลำดับความสำคัญของปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการระบาดของโรคติดต่อที่อุบัติใหม่หรือการระบาดซ้ำของไวรัสโควิด 19 ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตสรุปผลการวิจัย แบ่งเป็น 4 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 การสังเคราะห์งานวิจัย พบว่าเส้นทางอิทธิพลในลักษณะเดียวกันเมื่อพิจารณาเฉพาะอิทธิพลที่มีนัยสำคัญ พบว่าความเครียดมีอิทธิพลทางตรงต่อภาวะซึมเศร้าและความเหนื่อยล้า ส่วนความวิตกกังวลมีอิทธิพลต่อภาวะซึมเศร้าเท่านั้น และพบอีกว่าทั้งความเครียดและความวิตกกังวลมีอิทธิพลโดยรวมไปยังความเหนื่อยล้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่พบอิทธิพลทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ จึงสรุปได้ว่า ผู้ที่มีอาการเหนื่อยล้ามักมีอาการเครียดหรือวิตกกังวลก่อน แต่สำหรับผู้ที่มีอาการเครียดอาจจะแสดงออกถึงภาวะซึมเศร้าหรือไม่ก็ได้ ในขณะที่ผู้ที่มีอาการวิตกกังวลมักจะเกิดภาวะซึมเศร้าตามมาแล้วจึงเกิดอาการเหนื่อยล้า ตอนที่ 2 การสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ 5 วิชาชีพ ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และเทคนิคการแพทย์ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการแพร่ระบาดของไวร้สโควิด 19 ช่วงปี พ.ศ. 2563 - 2564 จำนวน 659 คน โดยข้อมูลส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพมหานครจำนวน 176 คน (ร้อยละ 26.71) รองลงมาคือ ภาคกลาง 170 คน (ร้อยละ 25.80) และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 54 คน (ร้อยละ 8.19) อิทธิพลของตัวแปรอาการเหนื่อยล้ามักมีภาวะซึมเศร้าก่อน ซึ่งอาจสังเกตจากอาการของภาวะซึมเศร้าเพื่อหาทางยับยั้งความเหนื่อยล้าที่จะเกิดขึ้นตามมาในที่สุด โดยการเหนื่อยล้าของบุคลกรทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ เช่น ประสิทธิภาพของการทำงานลดลง และมีความเสี่ยงต่อการออกจากงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้อิทธิพลจากความเครียดส่งผลไปยังภาวะซึมเศร้าและมีอิทธิพลรวมต่อความเหนื่อยล้าสูงกว่าความวิตกกังวล ดังนั้นการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตในระดับที่เกิดภาวะซึมเศร้า รวมถึงความเหนื่อยล้าจึงควรให้ความสำคัญต่อการแก้ไขความเครียดก่อนเนื่องจากมีอิทธิพลสูง รองลงมาคือความวิตกกังวลแม้ว่าจะมีระดับอิทธิพลน้อยกว่าแต่มีนัยสำคัญต่อภาวะซึมเศร้าและความเหนื่อยล้าเช่นกันตอนที่ 3 การประเมินความต้องการจำเป็น พบว่าประเด็นที่ 1 เป็นด้านร่างกาย การจัดสวัสดิการด้านความป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 และประเด็นที่ 2 แหล่งช่วยเหลือทางจิตใจ เป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงได้ การให้คำปรึกษาเพื่อการจัดการกับความเครียด ความกังวล ความเศร้า และความเหนื่อยหน่ายท้อแท้ใจ และตอนที่ 4 การจัดทำชุดแนวทางการจัดการปัญหาสุขภาพจิตแบบปกติวิถีใหม่ โดยจัดทำเป็น Blueprint มีรูปแบบบำบัดรายบุคคล และดำเนินการตรวจสอบความเหมาะสมโดยนำไปทดสอบกับบุคลากรทางการแพทย์ 5 วิชาชีพ จาก 6 ภูมิภาค จำนวนทั้งสิ้น 145 คน ผลการประเมินความเหมาะสม 4 ด้าน คือ ด้านการดำเนินเรื่อง (M = 4.20, SD = 0.66) ด้านเนื้อหากิจกรรม (M = 4.20, SD = 0.74) ด้านการใช้งานและสามารถนำไปใช้จริง (M = 4.22, SD = 0.66) และด้านความเหมาะสมสวยงาม (M = 4.32, SD = 0.66) พบว่า ค่าเฉลี่ยทุกด้านสูงกว่า 4.00 กล่าวได้ว่ามีความเหมาะสมระดับมาก คำสำคัญ: การจัดการปัญหาสุขภาพจิต; รูปแบบปกติวิถีใหม่; บุคลากรทางการแพทย์; โรคติดเชื้ออุบัติใหม่; การระบาดของโควิด 19

คำสำคัญ

บุคลากรทางการแพทย์mental health problemsปัญหาสุขภาพจิตemerging infectious diseasesmedical staffการเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ผลการจัดการรายกรณี : แบบโรงพยาบาลและชุมชนเป็นฐาน ในผู้ป่วยโรคจิตเภท

กิตติศักดิ์ สุรพงษ์พิวัฒนะ วัดศรีสุมังคล์ พ.ศ. 2559

การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการผู้ป่วยรายกรณี สำหรับผู้ป่วยจิตเภท

สุภาพรรณ วงศ์เสาร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2553

การพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภทแบบองค์รวม

สุวรรณา อรุณพงศ์ไพศาล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2552

การวิเคราะห์สถานการณ์การดูแลผู้ป่วยโรคจิตจากแอมเฟตามีน โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่

พิกุล วิริยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2553

การวิเคราะห์สถานการณ์การดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล ในผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มารับบริการ ที่โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ จังหวัดเลย

กรรณิการ์ ชื่นสมบัติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2553

ผลของการจัดการรายกรณีโดยผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงต่อการป่วยซ?้าในผู้ป่วยจิตเภท

วัฒนาภรณ์ พิบูลอาลักษณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2561

การสำรวจสภาวะทันตสุขภาพของผู้ป่วยจิตเวชในหอผู้ป่วย ในโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร

พรพรรณ ธีระรังสิกุล กรมสุขภาพจิต พ.ศ. 2560

โครงการย่อยที่ 3 การเสริมสร้างวัคซีนใจในชุมชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

นันทาวดี วรวสุวัส สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

ผลกระทบด้านจิตใจในผู้ป่วยวิกฤต: กลยุทธ์ในการจัดการ

สุนันทา ครองยุทธ มหาวิทยาลัยราชธานี พ.ศ. 2563

การปรึกษาทางจิตเวชระหว่างแผนกในโรงพยาบาลรามาธิบดี

มาโนช หล่อตระกูล มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2561