การพัฒนาระบบช่วยเหลือปฐมภูมิด้านสุขภาพจิต เพื่อลดปัญหาความวิตกกังวล ความเครียด และซึมเศร้าของนักศึกษามหาวิทยาลัย 4 ภูมิภาคของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
นักศึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นช่วงเวลาที่ห่างจากครอบครัว และเผชิญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมใหม่ควรได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถดูแลสุขภาพจิตของตนเองและเพื่อน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะต้นงานวิจัยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของปัญหาสุขภาพจิต และโมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของปัญหาสุขภาพจิต ของนักศึกษามหาวิทยาลัย 4 ภูมิภาค 2) เพื่อสร้างและทดลองใช้โปรแกรมพัฒนาผู้ช่วยเหลือปฐมภูมิด้านปัญหาสุขภาพจิต ในมหาวิทยาลัย 4 ภูมิภาค เพื่อลดความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า 3) เพื่อทำความเข้าใจและสังเคราะห์ลักษณะที่สำคัญของระบบให้ความช่วยเหลือปฐมภูมิด้านปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า ในระหว่างมหาวิทยาลัย 4 ภูมิภาคของประเทศไทยกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย นิสิต/นักศึกษา 4 คณะ จำนวน 1,341 คน และนิสิต/นักศึกษาที่เข้าร่วม การทดลอง จำนวน 274 คน และผู้เกี่ยวข้องกับระบบการช่วยเหลือนิสิต/นักศึกษา จาก 4 มหาวิทยาลัย จำนวน 22 คน เครื่องมือเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดการสนับสนุนทางสังคม แบบวัดการกำกับอารมณ์ แบบวัดบุคลิกภาพ แบบวัดความรอบรู้ทางสุขภาพจิต แบบวัดภาวะสุขภาพจิต และแบบสัมภาษณ์ ผู้บริหาร อาจารย์ที่ปรึกษา และนิสิต/นักศึกษา เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่า ความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.83-0.96 เครื่องมือทดลอง คือ โปรแกรมพัฒนาผู้ช่วยเหลือปฐมภูมิด้านสุขภาพจิตตามแนวคิดของ Kitchener and Jorm (2008) ผ่านขั้นตอนการหาคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ และการทดสอบนำร่อง และมีลักษณะเฉพาะดังนี้ คือ ประกอบไปด้วยกิจกรรมย่อย 3 ส่วน จำนวนรวม 8 ชั่วโมง ผู้ผ่าน การอบรมตามโครงการจะได้รับการประเมินว่ามีคุณสมบัติดังนี้ 1) เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจ รู้จัก และสังเกตอาการวิตกกังวล เครียด และซึมเศร้า 2) มีความเข้าใจด้านการแบ่งแยกและการตีตรา 3) มีความความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อความบกพร่องด้านสุขภาพจิต และการป้องกันตัวเองโดยใช้การคิด และเปลี่ยนพฤติกรรม และ 4) มีทักษะการช่วยเหลือแบบ ดู ฟัง แชร์ ชม เช็ก ชวน เชียร์ผลการวิจัยที่สำคัญมีดังนี้ 1) ผลการวิเคราะห์โมเดลสาเหตุของภาวะสุขภาพจิต พบว่า ตัวแปร ที่มีความสำคัญคือ การกำกับอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำกับอารมณ์แบบใช้ความคิดทางลบ จึงนำมาใช้ ในการออกแบบโปรแกรมการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตเบื้องต้น ในกิจกรรมส่วนที่ 2 และ 3 และนำบุคลิกภาพแบบอารมณ์ไม่มั่นคง มาใช้ในการคัดกรองนิสิต/นักศึกษา เพื่อเข้ารับการทดลอง 2) ประสิทธิภาพ ของโปรแกรมฯ ที่พัฒนาขึ้น มีขนาดอิทธิพลปานกลาง ผลการใช้โปรแกรมฯ ยังไม่พบว่าแตกต่างกันระหว่าง นิสิต/นักศึกษาระดับปริญญาตรีของแต่ละคณะ ซึ่งอาจสะท้อนถึงความสามารถในการอ้างอิงผลการวิจัย (Generalization) ของโปรแกรมฯ 3) ระบบการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตของแต่ละมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ด้านปัจจัยการให้บริการ ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ด้านที่ขาดความสมบูรณ์ ได้แก่ ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านการประเมินผลลัพธ์จข้อเสนอแนะ เพื่อการพัฒนาระบบการให้คำปรึกษาปฐมภูมิด้านสุขภาพจิต ให้มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน มหาวิทยาลัยควรมีการสร้างผู้ให้ความช่วยเหลือปฐมภูมิในระบบที่มีอยู่เดิม โดยทำได้ 3 แบบ คือ 1) พัฒนาอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของกองกิจการนิสิตในมหาวิทยาลัย ให้สามารถใช้โปรแกรมฯ และเครื่องมือได้ 2) พัฒนานิสิต/นักศึกษาที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ ให้มีทักษะของการใช้โปรแกรมฯ และเครื่องมือ เพื่อยกระดับให้เป็นผู้จัดกิจกรรม และ 3) พัฒนาผู้สอนวิชากลุ่มศึกษาทั่วไปให้สามารถใช้โปรแกรมฯ ได้ ในการเรียนการสอนปกติคำสำคัญ: โปรแกรมการช่วยเหลือปฐมภูมิด้านสุขภาพจิต, ภาวะสุขภาพจิต, ความรอบรู้ทางสุขภาพจิต, การกำกับอารมณ์