การประเมินความปลอดภัยของสารชีวภาพกำจัดแมลงศัตรูพืชต่อสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความปลอดภัยของสารชีวภาพกำจัดแมลงต่อสัตว์มีกระดูกสันหลังในน้ำที่มีความสำคัญเชิงนิเวศและเชิงเศรษฐกิจ โดยใช้ปลานิล (Oreochromis niloticus) และตัวอ่อนกบนา (Hoplobatrachus rugulosus) เป็นตัวแทนในการศึกษา สารชีวภาพกำจัดแมลงที่เลือกมาทดสอบได้แก่ผลิตภัณฑ์ไบโอเพส (Biopes) ซึ่งผลิตจากจากรากหนอนตายหยาก (Stemona curtisii Hook.F.) และเมล็ดสารภี (Mammea siamensis Miq.T.) ผลิตภัณฑ์ไบโอซิน 2 เอเอส (Biocin 2 AS (II)) ซึ่งมีสารโร ทีโนนจากรากของหางไหลเป็นสารออกฤทธิ์หลัก และสารสกัดจากเมล็ดสะเดาอินเดีย (Azadirachta indica A. Juss) เปรียบเทียบกับสารเคมีกำจัดแมลงชนิด Methomyl พบว่าทั้งในปลานิลและตัวอ่อนกบนา ค่า LC50 ของสารสกัดจากสะเดามีค่าสูงที่สุด รองลงมาคือผลิตภัณฑ์ชีวภาพ Biocin 2 AS (II) และ Methomyl ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพไบโอเพสมีค่า LC50 ที่ 96 ชั่วโมงต่ำที่สุด ผลจากการทดสอบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังแสดงให้เห็นถึงพยาธิสภาพที่รุนแรงของเนื้อเยื่อตับ เหงือก และไต ของปลา และเนื้อเยื่อตับของตัวอ่อนกบนาเกิดจากการได้รับ Methomyl ส่วนสารชีวภาพทุกชนิดที่ใช้ก่อให้เกิดพยาธิสภาพที่คล้ายคลึงกันแต่เป็นระดับที่อ่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสกัดจากสะเดานั้นแทบไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพ นอกจากนี้สารชีวภาพกำจัดแมลงทั้ง 3 ชนิดยังไม่มีผลกระทบต่อกิจกรรมของเอนไซม์อะซิติลโคลิเนสเทอเรสและไลโซไซม์ ในขณะที่ Methomyl มีผลให้กิจกรรมของเอนไซม์อะซิติลโคลิเนสเทอเรสลดลงทั้งในสมองและในซีรัม ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าสารชีวภาพกำจัดแมลงทุกชนิดที่ศึกษาสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในระยะยาวโดยใช้ในความเข้มข้นต่ำ