กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โรคติดเชื้อปรสิตเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพยาธิใบไม้ตับซึ่งสามารถพัฒนาความรุนแรงของโรคไปสู่มะเร็งท่อน้ำดีได้ เนื่องจากข้อจำกัดในด้านความหลากหลายของยาที่ใช้รักษาโรคพยาธิใบไม้ตับและปัญหาเรื่องการดื้อยาที่อาจเกิดขึ้น การพัฒนายาหรือวัคซีนที่สามารถป้องกันและลดพยาธิสภาพที่เกิดจากการติดพยาธิใบไม้ตับจึงมีความน่าสนใจ ในการศึกษานี้ ได้มีการนำสารสกัดจากพืชสมุนไพรใบชุมเห็ดเทศและผลกระเจี๊ยบเขียว ที่สกัดด้วยตัวทำละลายเอทานอลและน้ำโดยการหมัก มาทำการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH, ABTS และ FRAP assay หาปริมาณสารโพลีฟีนอลรวม (total phenolic compound; TPC) และสารฟลาโวนอยด์ (total flavonoid content; TFC) ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดจากชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุด โดยสารสกัดด้วยน้ำของชุมเห็ดเทศ มีค่า IC50 จากการทดสอบด้วยวิธี DPPH และ ABTS เท่ากับ 614.367 ? 10.3 ?g/ml และ 70.43 ? 3.6 ?g/ml ตามลำดับ มีค่าการทดสอบด้วยวิธี FRAP เท่ากับ 32.88 ? 6.46 mM การทดสอบ TPC และ TFC มีค่า เท่ากับ 46.08 mg GAE/g.ext และ 7.10 mg Cat/g.ext ตามลำดับ ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลของชุมเห็ดเทศมีค่า IC50 ของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบด้วยวิธี DPPH และ ABTS เท่ากับ 729.66 ? 9.7 ?g/ml และ 14.06 ? 2.0 ?g/ml ตามลำดับ การทดสอบด้วยวิธี FRAP มีค่าเท่ากับ 103.589 ? 10.6 mM ส่วนการทดสอบ TPC และ TFC มีค่าเท่ากับ 18.17 GAE/g.ext และ 19.63 mg Cat/g.ext ตามลำดับ ซึ่งสารสกัดด้วยเอทานอลของชุมเห็ดเทศมีผลต่อพยาธิใบไม้ตับระยะตัวเต็มวัยในการทดลองแบบ in vitro โดยพบว่าพยาธิหยุดการเคลื่อนไหวและตายหลังจากที่สัมผัสกับสารสกัดเป็นเวลา 6 ชั่วโมง และเมื่อศึกษาผิวของพยาธิใบไม้ตับหลังจากสัมผัสกับสารสกัดโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทำทดสอบกับสารสกัดชุมเห็ดเทศ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราดพบว่าผิวของพยาธิถูกทำลายอย่างรุนแรง ผิวมีลักษณะบวม ย่นและมีตุ่มเกิดขึ้นทั่วไป จากผลทดสอบนี้แสดงให้เห็นว่ามีสารสำคัญบางชนิดในสารสกัดด้วยเอทานอลของชุมเห็ดเทศที่มีผลต่อการมีชีวิตและพยาธิสภาพบนผิวของพยาธิซึ่งควรมีการศึกษาต่อไป คำสำคัญ: สารสกัดสมุนไพร, ชุมเห็ดเทศ, กระเจี๊ยบเขียว, ออร์พิสทอร์คิส วิเวอรินิ