ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชในวงศ์เมนิสเปอเมเชียสเพื่อเป็นยารักษามะเร็งและตำหรับยาเบาหวาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
พืชเป็นแหล่งของสารเคมีมากมายที่ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นยารักษาโรคหลายชนิด รวมทั้งยาต้านเซลล์มะเร็ง ในการศึกษานี้ได้ทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดหยาบจากแห้ม (Coscinium fenestratum (Gaertn) Colebr.) ต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว 2 ชนิด คือ U937 และ HL-60 เปรียบเทียบกับเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติ (Peripheral blood mononuclears: PBMC) ที่บ่มเป็นเวลา 24, 48 และ 72 ชั่วโมง โดยตรวจวัดจำนวนเซลล์ที่มีชีวิตด้วยวิธี MTT assay จากผลการทดลองพบว่า IC50 ของเบอเบอรีนมาตรฐาน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่พบในสารสกัดจากแห้มต่อ U937 มีค่าเท่ากับ 50 และ 19.9 ?g/ml ที่เวลาบ่ม 48 และ 72 ชั่วโมง และ HL-60 มีค่าเท่ากับ 36.4, 26.0 และ 14.1 ?g/ml ที่เวลาบ่ม 24,48 และ 72 ชั่วโมง ตามลำดับ ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับสารสกัดหยาบต่อ U937 มีค่า IC50 เท่ากับ 17.0 ?g/ml ที่เวลาบ่ม 72 ชั่วโมง และ HL-60 มีค่า IC50 เท่ากับ 77.0 และ 46.0 ?g/ml ที่เวลาบ่ม 48 และ 72 ชั่วโมง จากผลดังกล่าวพบว่าเบอเบอรีนมาตรฐานให้ผลความเป็นพิษต่อเซลล์ HL-60 มากกว่าเซลล์ U937 ในทางตรงกันข้ามสารสกัดหยาบจากแห้มให้ผลความเป็นพิษต่อเซลล์ U937 มากกว่า HL-60 และสารทั้งสองชนิดให้ผลความเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาว PBMC ต่ำ เบอเบอรีน (C20H19NO4+) เป็นสารอัลคาลอยด์ในกลุ่ม isoquinoline alkaloid พบได้ในพืชหลายชนิดที่มีความสำคัญทางการแพทย์ ปฏิกิริยาที่น่าสนใจที่สุดของสารนี้คือ ความสามารถในการยับยั้งการเจริญของเซลล์และชักนำให้เกิดการตายแบบ apoptosis ในเซลล์มะเร็งหลายชนิดของคน แต่ความรู้ในระดับกลไกการทำงานนั้นยังไม่ชัดเจน ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาความเป็นพิษต่อเซลล์และความแตกต่างในการแสดงออกของโปรตีนในเซลล์มะเร็งปากมดลูกของคน คือ HeLa ที่ได้รับสารเบอเบอรีน โดยให้เซลล์ได้รับสารที่ละลายในไดเมทิลซัล ฟอกไซด์ (DMSO) ที่ความเข้มข้นต่างๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วใช้เทคนิคการทดสอบวิเคราะห์ทางพิษวิทยาระดับเซลล์โดยซัลโฟโรดามีน บี (SRB cytotoxic assay) เพื่อหาค่าความเข้มข้นของสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งจำนวนเซลล์ร้อยละ 30 ของประชากรเซลล์ทั้งหมด (IC30) โดยเท่ากับ 1.18 ?g/ml เมื่อทำการสกัดโปรตีนจากเซลล์ที่รอดชีวิตจากการได้รับสารนำมาเปรียบเทียบรูปแบบการแสดง ออกของโปรตีนกับเซลล์ที่ไม่ได้รับสารด้วยเทคนิค two-dimensional gel electrophoresis (2-DE) พบว่ามีทั้งการแสดงออกเพิ่มขึ้นและลดลงของโปรตีนภายในเซลล์ที่ได้รับสาร ซึ่งแบบแผนของโปรตีนในการศึกษาขั้นต้นนี้แสดงถึงความสำคัญต่อการค้นพบตัวชี้วัดทางชีวภาพสำหรับการ วินิจฉัยโรค เป้าหมายทางอณูชีววิทยาในการรักษา และตัวชี้วัดที่ระบุประสิทธิภาพและความเป็นพิษของการรักษาต่อไป จากการศึกษาระดับการแสดงออกของยีนด้วยเทคนิค semi-quantitative RT-PCR และ real time PCR พบว่ากลุ่มยีนที่มีการแสดงออกเพิ่มขึ้นหลังการได้รับสาร berberine ได้แก่ HSP90AA1 และ PAA1 ส่วนยีนที่มีระดับการแสดงออกลดลง ได้แก่ ATP5, HSPA5 และ GOT2